มท.2 ลงพื้นที่ปราสาทตาควาย-เนิน 350 สั่งดันสาธารณูปโภค ไฟฟ้า-น้ำประปา-ถนน เสริมขวัญกำลังใจทหารแนวหน้าและการพัฒนาพื้นที่ชายแดน พร้อมมอบนโยบายขับเคลื่อนโครงการสำคัญของกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะเรื่องการปราบปรามยาเสพติดในทุกตำบลหมู่บ้านให้หมดสิ้นไป
สุรินทร์ วันที่ 6 สิงหาคม 2569 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมพื้นที่ปราสาทตาควาย และ เนิน 350 ตำบลบักได อำเภอพนมดง จังหวัดสุรินทร์ โดยมีนายประภาส ศรีจันทร์เวียง รอง ผวจ. สุรินทร์ นางปทิดา ตันติรัตนานนท์ ส.ส.สุรินทร์ เขต 8 พื้นที่ชายแดน พรรคภูมิใจไทย,นายล้ำเลิศ พัวพัฒนโชติ และนางสาวเบญญา มุ่งเจริญพร ส.ส.สุรินทร์พรรคภูมิใจไทย ,นายอำเภอพนมดงรัก ,ผู้จัดการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดสุรินทร์ ร่วมให้การต้อนรับ โดยมีพันโทศรายุทธ มาลาสาย ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 22 นำตรวจเยี่ยมและบรรยายสรุปสถานการณ์ปราสาทตาควายและเนิน 350 ที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบันให้รับทราบพร้อมกันนี้คณะได้ขึ้นไปตรวจเยี่ยมเนิน 350 ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากปราสาทตาควายไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นสมรภูมิเดือดจากการสู้รบของทหารไทยกับกัมพูชา ครั้งล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
จากนั้นนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทยและคณะเดินทางติดตามโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” และการดำเนินงานของร้านค้า OTOP ในพื้นที่อำเภอกาบเชิง ณ หอประชุมอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ โดยมีนายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผวจ.สุรินทร์ นายอำเภอกาบเชิงพร้อมผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้านร่วมให้การต้อนรับ โดย รมช. มหาดไทยได้เน้นย้ำนโยบายหลักของรัฐบาลในเรื่องการปราบปรามยาเสพติดให้หมดสิ้นจากทุกหมู่บ้านตำบลในแต่ละพื้นที่ทั้งหมดให้สิ้น โดยเฉพาะตามแนวตะเข็บชายแดนของจังหวัดสุรินทร์ ต้องกำจัดให้สิ้นซากให้ได้ พร้อมกับมอบโฉนดที่ดินครุฑแดง ให้กับวัดและชาวบ้าน รวม 32 ราย ในพื้นที่อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์
จากนั้นในช่วงบ่าย นายพลพีร์ เดินทางติดตามโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” และการดำเนินงานของร้านค้า OTOP ในพื้นที่อำเภออำเภอสังขะ ก่อนตรวจสถานการณ์น้ำท่วมช่วงฤดูฝนบริเวณทางหลวงหมายเลข 24 อำเภอสังขะ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนต่อไป
นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ชายแดนจังหวัดสุรินทร์และขึ้นตรวจเยี่ยมกำลังพลที่ปราสาทตาควายและเนิน 350 ว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ทำให้ได้รับทราบปัญหาที่แท้จริงจากผู้ปฏิบัติหน้าที่ ทั้งด้านไฟฟ้า ถนน น้ำประปา และระบบสาธารณูปโภคที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติภารกิจรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ได้สั่งการให้การไฟฟ้าดำเนินการขยายโครงข่ายไฟฟ้าไปยังฐานปฏิบัติการของทหารทันที เพื่อให้กำลังพลมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ โดยยืนยันว่า "น้ำต้องมา ไฟส่องสว่างต้องมาก่อน" เนื่องจากอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย พร้อมระบุว่าโครงการขยายระบบไฟฟ้าแบ่งออกเป็น 3 ระยะ เฟสแรกใช้งบประมาณกว่า 10 ล้านบาท และต้องเร่งดำเนินการโดยเร็ว ขณะที่โครงการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าตลอดแนวชายแดนจังหวัดสุรินทร์และพื้นที่ใกล้เคียงใช้งบประมาณรวมประมาณ 115 ล้านบาท ซึ่งจะกลับไปพิจารณาความพร้อมของบประมาณ หากจำเป็นอาจชะลอโครงการในพื้นที่อื่น เพื่อเร่งสนับสนุนพื้นที่ชายแดนเป็นลำดับแรก
ด้านปัญหาน้ำอุปโภคบริโภค นายพลพีร์ ระบุว่า ได้ประสานหารือกับนายสุชาติ ชมกลิ่น เพื่อเร่งผลักดันการขุดเจาะบ่อบาดาลเพิ่มเติม หลังพบว่ายังมีความต้องการบ่อบาดาลอีกประมาณ 22 บ่อ ปัจจุบันดำเนินการแล้ว 8 บ่อ และยังเหลืออีกกว่า 10 บ่อที่ยังไม่มีงบประมาณรองรับ ซึ่งนายสุชาติรับปากจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาสำรวจและดำเนินการเพิ่มเติม เพื่อให้กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนมีน้ำใช้เพียงพอ
ส่วนโครงการก่อสร้างถนนขึ้นสู่ปราสาทตาควาย วงเงินประมาณ 30 ล้านบาท จะเร่งประสานกับ สส.ในพื้นที่และผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เพื่อตรวจสอบงบประมาณคงเหลือว่าดำเนินการได้ทันทีหรือไม่ หากยังไม่มีงบรองรับ จะผลักดันเข้าสู่การพิจารณางบประมาณปี 2570 และหากจำเป็นจะเสนอเรื่องต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อหาแนวทางสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติม
สำหรับสถานการณ์ด้านความมั่นคง นายพลพีร์ ย้ำว่า จากการลงพื้นที่พบว่าสถานการณ์ชายแดนยังอยู่ในความเรียบร้อย กำลังทหารสามารถตรึงกำลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ แนวเขตมีความชัดเจน บังเกอร์ยังอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน และกำลังพลมีขวัญกำลังใจดี พร้อมรับมือหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด พร้อมกล่าวชื่นชมกองทัพและทหารทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ขณะที่กระทรวงมหาดไทยจะเข้ามาเติมเต็มด้านสาธารณูปโภคและคุณภาพชีวิต ทั้งของเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ยอมรับว่า ประชาชนตามแนวชายแดนยังมีความกังวลจากกระแสข่าวปลอมเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคง โดยเฉพาะในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ที่มีข่าวลือเรื่องการโจมตีเกิดขึ้นหลายครั้ง ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชน จึงขอความร่วมมือทุกฝ่ายงดเผยแพร่ข้อมูลที่สร้างความตื่นตระหนก และร่วมกันส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
นอกจากนี้ ยังเตรียมหารือกับสำนักงบประมาณเกี่ยวกับการจัดสรรค่าตอบแทนให้ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ซึ่งปัจจุบันมีเฉพาะพื้นที่แนวชายแดนบางส่วนที่ได้รับการสนับสนุน ขณะที่ ชรบ.อีกหลายพื้นที่ แม้ปฏิบัติหน้าที่ด้านความมั่นคงเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในจังหวัดสุรินทร์ซึ่งเป็นพื้นที่แนวหน้า กลับยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ จึงเห็นว่าควรได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
ทั้งนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังกล่าวถึงผลงานของรัฐบาลว่า ภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือน ได้ผลักดันนโยบายสำคัญและเกิดผลงานที่เป็นรูปธรรมหลายด้าน พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง
ภูมิภาค63








