ผู้ว่าฯ ชลบุรี ผนึกฝ่ายปกครองและตำรวจทั่วจังหวัด ขับเคลื่อน 7 มาตรการเข้มป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม เน้นติดตามผู้พ้นโทษ ปราบยาเสพติด ดูแลพื้นที่เสี่ยงและแหล่งท่องเที่ยว พร้อมตรวจสอบเจ้าหน้าที่ถูกพาดพิงเชื่อมโยงคดีสำคัญ ยืนยันดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด สร้างความเชื่อมั่นประชาชนและนักท่องเที่ยว
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 4 สิงหาคม 2569 ที่โรงแรมดีลักซ์ฟอเรสต์ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายและกำชับการปฏิบัติหน้าที่แก่ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่จังหวัดชลบุรี เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม สร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว
การประชุมครั้งนี้มี พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี พ.ต.อ.พาติกรณ์ ศรชัย รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี นายอนุศักดิ์ พิริยอมร นายอำเภอบางละมุง นายณัฐวุฒิ อนุโยธา นายอำเภอสัตหีบ ผู้กำกับการตำรวจทั้ง 23 สถานี ตลอดจนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในพื้นที่อำเภอบางละมุงและอำเภอสัตหีบ เข้าร่วมรับมอบนโยบายอย่างพร้อมเพรียง
นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า การทำงานด้านความมั่นคงและการรักษาความสงบเรียบร้อยจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างฝ่ายปกครองกับตำรวจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันเหตุ ติดตามผู้กระทำผิด และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน โดยได้กำชับให้ทุกหน่วยงานถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดใน 7 มาตรการสำคัญ ประกอบด้วย
1. ติดตามและเฝ้าระวังผู้พ้นโทษจากเรือนจำที่เข้ามาอาศัยในพื้นที่อย่างใกล้ชิด
2. ตั้งจุดตรวจและออกตรวจพื้นที่เป็นประจำ โดยบูรณาการกำลังสายตรวจร่วมกับชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.)
3. ปราบปรามยาเสพติด ตรวจค้นบ้านร้าง โกดังร้าง และสถานที่ต้องสงสัยอย่างต่อเนื่อง
4. กวดขันการแต่งกายของเจ้าหน้าที่ให้ถูกต้องตามระเบียบ พร้อมเฝ้าระวังผู้แต่งกายเลียนแบบข้าราชการเพื่อก่อเหตุ
5. ห้ามเจ้าหน้าที่พกพาอาวุธปืนโดยไม่จำเป็นหรือไม่เป็นไปตามระเบียบอย่างเด็ดขาด
6. เร่งปราบปรามการลักลอบใช้สถานที่ผลิตยาเสพติดและสารเคมีผิดกฎหมาย
7. บูรณาการความร่วมมือระหว่างฝ่ายปกครอง ตำรวจ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานเกิดผลเป็นรูปธรรม
ด้าน พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ได้มอบแนวทางการปฏิบัติแก่ผู้กำกับการทั้ง 23 สถานี โดยกำหนด 7 มาตรการสำคัญ ได้แก่ การบูรณาการและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างตำรวจ ฝ่ายปกครอง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การจัดทำและปรับปรุงบัญชีบุคคลเฝ้าระวัง การยกระดับความปลอดภัยในพื้นที่เสี่ยงและแหล่งท่องเที่ยว การปฏิบัติตามระเบียบกรณีบุคคลสูญหายอย่างเคร่งครัด การเร่งรัดสืบสวนคดีบุคคลสูญหายที่ยังไม่ยุติตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 การสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และภาคประชาชน รวมถึงการกำกับติดตามและรายงานผลการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด
ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ยังเน้นย้ำว่า หากเกิดเหตุอาชญากรรมร้ายแรงหรือเหตุที่กระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยว ให้ทุกสถานีตำรวจเร่งเข้าระงับเหตุ สืบสวนติดตามผู้กระทำผิด และรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นโดยทันที เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับประชาชน นักท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ของจังหวัดชลบุรีในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ
กรณีที่มีกระแสข่าวพาดพิงว่า นายทนา หรือ “ป๋อง” ผู้ต้องหาในคดีสำคัญ มีความเชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบตามข้อสั่งการของผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ซึ่งได้สั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด ทั้งการตรวจสอบข้อมูลจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พยานหลักฐานทางดิจิทัล เส้นทางการเงิน และข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีรายชื่อหรือถูกพาดพิงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงเช่นกัน หากพบว่ามีการกระทำความผิด จะดำเนินคดีตามกฎหมายในทุกข้อหาอย่างเด็ดขาด โดยไม่มีการละเว้นหรือให้ความช่วยเหลือผู้กระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นบุคคลใดก็ตาม พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมายของจังหวัดชลบุรี








