วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บริเวณอดีตผับ เมาน์เทน บี ริมถนนสุขุมวิท ตำบลพลูตาหลวง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี สถานที่เกิดเหตุเพลิงไหม้เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2565 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนรวม 26 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 50 ราย นับเป็นโศกนาฏกรรมครั้งร้ายแรงที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของชาวสัตหีบและคนไทยทั้งประเทศ
ปัจจุบันโครงสร้างอาคารของผับเมาน์เทน บี ได้ถูกรื้อถอนออกทั้งหมด เหลือเพียงพื้นที่โล่งที่มีหญ้าปกคลุม ถือเป็นการปิดกิจการอย่างถาวร แต่สำหรับครอบครัวผู้สูญเสียและผู้รอดชีวิต บาดแผลทั้งทางร่างกายและจิตใจยังไม่จางหาย
เหตุการณ์ดังกล่าวกลับถูกพูดถึงอีกครั้ง หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิงย่านลาดพร้าว เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย ทำให้ผู้รอดชีวิตและครอบครัวจากเหตุเมาน์เทน บี ต่างย้อนนึกถึงความสูญเสียที่เคยเผชิญ พร้อมตั้งคำถามว่า ประเทศไทยจะต้องถอดบทเรียนจากเหตุการณ์เช่นนี้อีกกี่ครั้ง
นางยุพยงค์ หอยสังข์ อายุ 56 ปี มารดาของ น.ส.โศภิษฐา วงคำหาญ อายุ 26 ปี ผู้รอดชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้เมาน์เทน บี กล่าวว่า เมื่อเห็นข่าวเหตุเพลิงไหม้ครั้งล่าสุด รู้สึกหดหู่ใจ เพราะทำให้นึกถึงวันที่ลูกสาวได้รับบาดเจ็บจากไฟไหม้อย่างรุนแรง ทั้งบริเวณแขน ขา และลำตัว “อยากฝากถึงหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการ ขอให้เหตุการณ์แบบนี้จบลงแค่ครั้งนี้ ไม่อยากเห็นเกิดขึ้นอีก ทำไมถึงยังไม่จริงจังกับการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการความปลอดภัย จะต้องรอให้มีผู้เสียชีวิตอีกกี่ร้อยกี่พันคน”
นางยุพยงค์ กล่าวว่า แม้ปัจจุบันลูกสาวจะกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ไม่สามารถกลับไปเหมือนเดิมได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะผู้ที่ผ่านเหตุการณ์เฉียดตายต้องใช้เวลานานกว่าจะยอมรับตัวเองและกลับเข้าสู่สังคมได้อีกครั้ง โดยกำลังใจจากครอบครัวถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด นอกจากนี้ ลูกสาวยังร้องไห้ทันทีเมื่อเห็นข่าวเหตุเพลิงไหม้ครั้งล่าสุด เพราะภาพเหตุการณ์ได้ย้อนกลับมากระทบจิตใจอีกครั้ง พร้อมฝากกำลังใจถึงครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บทุกคน
ด้าน น.ส.โศภิษฐา เปิดเผยทางโทรศัพท์ว่า เมื่อเห็นข่าวก็รู้สึกตกใจและหวาดกลัว เพราะหลายอย่างคล้ายกับเหตุการณ์ที่ตนเองเคยประสบ โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับทางหนีไฟที่ถูกกล่าวถึงในข่าว “หนูไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก ทุกคนควรได้รับความปลอดภัยมากกว่านี้ หากมาตรการด้านความปลอดภัยถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง ก็อาจช่วยลดความสูญเสียได้”
ขณะที่ นางกัญญารัตน์ งามดี อายุ 63 ปี มารดาของ นายภานุพงศ์ ร่วมสุข อายุ 40 ปี อดีตพนักงานดับเพลิงเทศบาลในพื้นที่สัตหีบ ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุเมาน์เทน บี กล่าวว่า ทันทีที่ทราบข่าวเหตุเพลิงไหม้ครั้งล่าสุด รู้สึกสะเทือนใจ เพราะภาพเหตุการณ์แทบไม่แตกต่างจากเหตุการณ์เมื่อเกือบ 4 ปีก่อน
เล่าว่า ลูกชายสามารถวิ่งออกมาได้แล้ว แต่ตัดสินใจย้อนกลับเข้าไปช่วยเหลือผู้อื่น ก่อนจะถูกไฟคลอกจนได้รับบาดเจ็บสาหัส แผ่นหลัง ศีรษะ และขา ถูกไฟไหม้อย่างหนัก ต้องเข้ารับการผ่าตัดหลายครั้ง ใช้เวลารักษาตัวนานกว่า 3 ปี จึงสามารถกลับมาใช้ชีวิตและทำงานได้อีกครั้ง “คนที่ไม่เคยเจอกับตัวหรือไม่เคยมีคนในครอบครัวประสบเหตุ คงไม่มีวันเข้าใจว่ามันทรมานแค่ไหน อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจริงจังกับมาตรการความปลอดภัย ไม่อยากเห็นเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก”
นายภานุพงศ์ กล่าวว่า ตนไม่อยากเห็นใครต้องเผชิญกับความเจ็บปวดจากบาดแผลไฟไหม้อีก เพราะเป็นความทรมานที่ยากจะอธิบาย และเชื่อว่าหากไม่มีมาตรการควบคุมด้านความปลอดภัยที่เข้มงวด เหตุการณ์ลักษณะนี้ก็อาจเกิดขึ้นซ้ำได้อีก “ผมไม่อยากดูข่าว เพราะมันทำให้นึกถึงตัวเอง หากสถานที่มีทางหนีไฟที่ได้มาตรฐานและสามารถใช้งานได้จริง อย่างน้อยก็อาจช่วยลดการสูญเสียได้”
พร้อมกันนี้ นายภานุพงศ์ ได้ฝากกำลังใจถึงครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุเพลิงไหม้ครั้งล่าสุด โดยขอให้ทุกคนเข้มแข็ง เพราะแม้ชีวิตหลังเหตุการณ์จะไม่สามารถกลับมาเหมือนเดิมได้ทั้งหมด แต่กำลังใจจากครอบครัวและคนรอบข้างจะช่วยให้สามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้
ทั้งนี้ แม้เวลาจะผ่านไปเกือบ 4 ปี แต่โศกนาฏกรรมเมาน์เทน บี ยังคงเป็นบาดแผลที่ฝังลึกในใจของผู้สูญเสียและผู้รอดชีวิต ขณะที่เหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิงครั้งล่าสุด ได้ปลุกความทรงจำอันเจ็บปวดกลับมาอีกครั้ง พร้อมเสียงเรียกร้องจากผู้ได้รับผลกระทบให้ทุกภาคส่วนยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอยในอนาคต








