"รมช.สรรเพชญ" ลงพื้นที่ท่าเรือเชียงของ จ.เชียงราย ติดตามพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ชายแดน เพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าไทย–ลาว–จีน ชูแม่น้ำโขงลดต้นทุนขนส่ง สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและรายได้ให้ประชาชน
วันที่ 13 ก.ค.69 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจติดตามการดำเนินงานด้านโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมและการขนส่ง ณ ท่าเรือเชียงของ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามความพร้อมของระบบโลจิสติกส์ การขนส่งสินค้าชายแดน และรับฟังปัญหาอุปสรรคจากหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อนำข้อมูลไปกำหนดแนวทางพัฒนาระบบคมนาคมและการขนส่งให้สอดคล้องกับทิศทางการค้าและการลงทุนในอนาคต โดยมีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับและรายงานผลการดำเนินงาน
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมได้ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานบริเวณหน้าท่าเทียบเรือ พร้อมรับฟังสถานการณ์การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศไทย สปป.ลาว และจีน ซึ่งปัจจุบันรูปแบบการขนส่งได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยหลังสถานการณ์โควิด-19 ผู้ประกอบการหันมาใช้การขนส่งทางถนนผ่านสะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 4 มากขึ้น ประกอบกับข้อกำหนดด้านภาษีนำเข้าของแขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว สำหรับสินค้าที่มีมูลค่าเกิน 5,000 บาท ส่งผลให้ปริมาณเรือและสินค้าที่ผ่านท่าเรือเชียงของลดลง ทั้งนี้ การท่าเรือแห่งประเทศไทยอยู่ระหว่างศึกษาแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในอนาคต
จากข้อมูลของด่านศุลกากรเชียงของ พบว่า การค้าผักและผลไม้ระหว่างไทยกับจีนยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปีงบประมาณ 2568 มีการส่งออกผลไม้กว่า 543,805 ตัน และนำเข้ากว่า 335,656 ตัน สะท้อนศักยภาพของจังหวัดเชียงรายในฐานะประตูการค้าชายแดนที่สำคัญของประเทศ
นอกจากนี้ ผลการศึกษาด้านโลจิสติกส์ยังชี้ให้เห็นว่า การขนส่งสินค้าทางแม่น้ำโขงยังคงเป็นทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำและมีศักยภาพสูง โดยสามารถประหยัดค่าขนส่งได้เฉลี่ย 20,000–25,000 บาทต่อตู้สินค้า เมื่อเทียบกับการขนส่งทางถนน อีกทั้งยังสามารถเดินเรือได้ตลอดทั้งปี เชื่อมต่อไปยังท่าเรือกวนเล่ย มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการขนส่ง ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และรองรับการเติบโตของการค้าระหว่างประเทศในระยะยาว
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นโอกาสในการรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ เพื่อนำข้อมูลไปประกอบการกำหนดนโยบายและผลักดันโครงการที่จำเป็น โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม สามารถใช้ศักยภาพของพื้นที่ชายแดนได้อย่างเต็มที่
จากนั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และคณะ ได้เดินทางลงพื้นที่สะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งที่ 4 ตรวจเยี่ยมการขนส่งสินค้าข้ามแดนพร้อมดูเครื่องเอกซเรย์สินค้า , การขนส่งขาออก และขาเข้า
ทั้งนี้ การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ชายแดนจะส่งผลดีต่อประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ผลิตผักและผลไม้ที่จะได้รับประโยชน์จากต้นทุนการขนส่งที่ลดลง สินค้าสามารถส่งถึงตลาดได้รวดเร็วขึ้น ลดความเสียหายของผลผลิต เพิ่มโอกาสการส่งออกและสร้างรายได้ที่มั่นคง ขณะเดียวกัน การค้าชายแดนที่ขยายตัวจะช่วยกระตุ้นการลงทุนในธุรกิจโลจิสติกส์ คลังสินค้า การท่องเที่ยว และธุรกิจบริการ ก่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้หมุนเวียนในท้องถิ่น และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดเชียงรายและพื้นที่ใกล้เคียงอย่างยั่งยืน








