วันที่ 12 ก.ค.69 ดร.กิตติพงษ์ พงศ์สุรเวท ประธานสันนิบาตเทศบาลจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยถึงกรณีปัญหา “พ่อทิพย์” และขบวนการสวมสิทธิทางทะเบียน หลังมีการตรวจพบและจับกุมผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาเมื่อช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา โดยเชื่อว่าขบวนการดังกล่าวอาจมีการขยายเครือข่ายออกไปในวงกว้าง พร้อมขอบคุณกรมการปกครองและกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ที่เร่งขยายผลติดตามดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าตราบใดที่ยังไม่มีมาตรการเพิ่มเติมเพื่ออุดช่องโหว่ของระบบ ปัญหาในลักษณะดังกล่าวยังมีโอกาสเกิดขึ้นซ้ำ โดยเฉพาะขั้นตอนงานทะเบียนที่อาจอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่เพียงบางระดับ
ดร.กิตติพงษ์ ระบุว่า กรณีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลต่างด้าว หรือการแจ้งเกิดโดยมีบุคคลแอบอ้างเป็นบิดา หรือที่เรียกว่า “พ่อทิพย์” ควรกำหนดให้ผู้บริหารท้องถิ่นได้รับรายงานและมีส่วนร่วมในการพิจารณาตรวจสอบ เพื่อเพิ่มกลไกกลั่นกรองอีกชั้นหนึ่ง และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำ
นอกจากนี้ การยืนยันตัวบุคคล รวมถึงผลตรวจดีเอ็นเอ ควรมีข้อมูลครบถ้วนและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ โดยระบบคอมพิวเตอร์ด้านทะเบียนควรมีมาตรการตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อมูล หากเอกสารหรือข้อมูลสำคัญไม่ครบถ้วน ระบบต้องไม่อนุญาตให้ดำเนินการหรือบันทึกข้อมูลเข้าสู่ฐานทะเบียน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่หน่วยงานส่วนกลางควรเร่งปรับปรุง
ประธานสันนิบาตเทศบาลจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญกับการตรวจสอบบุคคลต่างชาติและบุคคลต่างด้าวมากขึ้น โดยกรณีที่เกิดขึ้นถือเป็นบทเรียนสำคัญ เนื่องจากบุคคลสัญชาติไทยโดยทั่วไปจะมีข้อมูลและตัวตนอยู่ในระบบ สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ แต่กรณีบุคคลต่างด้าวจำเป็นต้องมีระบบเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานอย่างเป็นรูปธรรม
โดยเฉพาะเอกสารหรือหลักฐานจากโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ไม่ควรตรวจสอบเพียงเอกสารที่ผู้ยื่นคำร้องนำมาแสดงเท่านั้น เพราะอาจไม่สามารถยืนยันได้ทันทีว่าเป็นเอกสารจริงหรือมีข้อมูลถูกต้องเพียงใด จึงควรพัฒนาระบบเชื่อมโยงฐานข้อมูล เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบกับโรงพยาบาลหรือหน่วยงานต้นทางได้โดยตรง
สำหรับมาตรการป้องกันเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานกระทำนอกกรอบหรือถูกผลประโยชน์จูงใจ ขณะนี้มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดภายในจุดปฏิบัติงาน ซึ่งสามารถบันทึกเสียงได้ เพื่อใช้เฝ้าระวังและตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมมีหนังสือสั่งการว่า หากเป็นกรณีเกี่ยวข้องกับบุคคลต่างด้าว จะต้องรายงานผู้บังคับบัญชาหรือผู้บริหารให้รับทราบก่อนดำเนินการและตัดสินใจรับเรื่อง เพื่อเพิ่มความรอบคอบในการตรวจสอบ
ส่วนปัญหาการเสียบบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ค้างไว้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือเปิดช่องให้บุคคลอื่นเข้าถึงระบบทะเบียนนั้น ได้กำชับเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง โดยหลังกรณีดังกล่าวกลายเป็นข่าวใหญ่ พบว่าผู้ปฏิบัติงานมีความตื่นตัวและเพิ่มความระมัดระวังในการรักษาความปลอดภัยของระบบมากขึ้น
ดร.กิตติพงษ์ กล่าวอีกว่า ในฐานะประธานสันนิบาตเทศบาลจังหวัดนครราชสีมา ได้นำกรณีดังกล่าวเข้าสู่การหารือในการประชุมสันนิบาตเทศบาลจังหวัดนครราชสีมาครั้งที่ผ่านมา เพื่อถอดบทเรียนและเสนอให้แต่ละเทศบาลกำหนดแนวทางป้องกันและเฝ้าระวัง พร้อมนำประเด็นดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุมสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย เพื่อแจ้งเตือนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศให้เพิ่มความเข้มงวด
ที่ผ่านมา ผู้บริหารท้องถิ่นจำนวนมากอาจไม่เคยรับทราบปัญหาในลักษณะดังกล่าว เนื่องจากงานทะเบียนเป็นงานเฉพาะที่อยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ทะเบียน ทำให้ผู้บริหารบางแห่งไม่มีข้อมูลหรือไม่ทราบถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น แต่หลังมีการนำกรณีนี้เข้าสู่ที่ประชุม ทุกฝ่ายเริ่มตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการตรวจสอบมากขึ้น
ดร.กิตติพงษ์ ฝากถึงประชาชนว่า ขอให้ยังคงเชื่อมั่นในระบบราชการ เนื่องจากการดำเนินงานส่วนใหญ่ยังเป็นไปอย่างถูกต้อง แต่หากพบความผิดปกติหรือพบเห็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ขอให้รีบแจ้งเบาะแสต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที
ขณะเดียวกัน ฝากถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานให้ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ เนื่องจากการทุจริตหรือดำเนินการโดยมิชอบในระบบทะเบียน อาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิและกระทบต่อสิทธิของประชาชนคนไทยโดยตรง ถือเป็นการกระทำที่ไม่สมควรและไม่สอดคล้องกับการเป็นข้าราชการที่ดี
พร้อมเสนอให้กรมการปกครองเร่งปรับปรุงและพัฒนาระบบทะเบียนให้มีความเข้มแข็ง เพิ่มกลไกตรวจสอบและอุดช่องโหว่ของระบบอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และไม่ให้ขบวนการสวมสิทธิทางทะเบียนเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต
ภูมิภาค-84








