วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประจำจังหวัดพังงา อำเภอเมืองพังงา นายอมรศักดิ์ หอมจันทร์ แกนนำกลุ่มรักษ์บ้านเกิด และอดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพังงา พรรคประชาชน เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ หัวหน้าหน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้ทับปุดและพนักงานสอบสวนสภ.ทับปุด ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีบุกรุกพื้นที่ป่าในบริเวณเหมืองหินเก่าถ้ำทองหลาง ซึ่งปัจจุบันเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่รู้จักกันในชื่อ “สวิสเซอร์แลนด์เมืองไทย” หลังตั้งข้อสังเกตว่าการดำเนินคดีอาจมีการแยกพื้นที่ความเสียหาย จนอาจส่งผลต่อฐานความผิดและอัตราโทษตามกฎหมาย
นายอมรศักดิ์ กล่าวว่า พื้นที่ที่ได้รับความเสียหายมีประมาณ 25 ไร่เศษ แต่กลับถูกแยกดำเนินคดีเป็น 2 ส่วน คือ พื้นที่ 19 ไร่ และอีกประมาณ 6 ไร่ ซึ่งเห็นว่าอาจส่งผลให้คดีไม่เข้าข่ายความผิดฐานบุกรุกป่าไม้รายใหญ่ จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมพื้นที่เสียหายทั้งหมดไว้ในคดีเดียว เพื่อให้เป็นไปตามข้อเท็จจริงและบทบัญญัติของกฎหมาย สำหรับจุดเริ่มต้นของปัญหาเกิดขึ้นในปี 2567 จากข้อพิพาทระหว่างผู้ประกอบการเหมืองหินกับประชาชนในพื้นที่ โดยผู้ประกอบการอ้างกรรมสิทธิ์ในพื้นที่หลังสิ้นสุดอายุประทานบัตร แต่จากการตรวจสอบของสำนักงานที่ดินจังหวัดพังงา พบว่าเอกสารสิทธิประเภท น.ส.3ที่อ้าง อยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 233 เมตร
ต่อมาในปี 2568 หน่วยงานป่าไม้ได้ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดในพื้นที่ 13 ไร่ ก่อนที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 (กระบี่) จะตรวจสอบเพิ่มเติมและพบว่าการรังวัดเดิมมีความคลาดเคลื่อน จึงปรับพื้นที่ความเสียหายเป็น 19 ไร่ อย่างไรก็ตาม นายอมรศักดิ์ ระบุว่ายังมีพื้นที่เสียหายอีกประมาณ 5–6 ไร่ ที่ยังไม่ได้รวมอยู่ในคดีเดิม จากนั้นประชาชนในพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ทับปุดและพนักงานสอบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบพร้อมจับค่าพิกัดใหม่ พบว่าพื้นที่ป่าที่ได้รับความเสียหายรวมประมาณ 25 ไร่เศษ แต่ภายหลังกลับมีการแจ้งความดำเนินคดีใหม่เฉพาะพื้นที่อีก 6 ไร่ แยกออกจากคดีเดิม และคดีดังกล่าวไม่ได้ระบุผู้กระทำความผิด
นายอมรศักดิ์ ระบุว่า หากพื้นที่เสียหายทั้งหมดประมาณ 25 ไร่เศษ ถูกรวมอยู่ในคดีเดียวตั้งแต่ต้น อาจเข้าข่ายความผิดฐานบุกรุกป่าไม้รายใหญ่ ซึ่งมีอัตราโทษสูงขึ้นตามพระราชบัญญัติป่าไม้ มาตรา 72 ตรี แต่เมื่อมีการแยกคดี ทำให้คดีแรกเหลือพื้นที่เพียง 19 ไร่ ขณะที่อีก 6 ไร่ กลายเป็นคดีใหม่ที่ยังไม่มีการระบุผู้กระทำความผิด จึงเกิดข้อสงสัยว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการไม่ต้องรับโทษในฐานะคดีบุกรุกป่าไม้รายใหญ่หรือไม่ จึงขอให้สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพังงา ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน








