เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 29 มิ.ย.2569 ที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 (บก.ตชด.ภ.2) จ.ขอนแก่น พล.ต.ต.วุฒิพงษ์ เย็นจิตต์ ผบก.ตชด.ภ.2 พ.ต.อ.คณิต กลิ่นศรีสุข พร้อมด้วย รอง ผบก.ตชด.ภ. 2 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงผลการจับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติดพร้อมผู้ต้องหาทั้ง 3 คน พร้อมของกลางยาบ้ารวม 3,864,000 เม็ด
พล.ต.ต.วุฒิพงษ์ เย็นจิตต์ ผบก.ตชด.ภ. 2 กล่าวว่า สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการข่าว กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่าจะมีขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ลักลอบขนยาบ้า หลายล้านเม็ด จากริมโขงอ.เมืองบึงกาฬ ไปส่งยัง จ.สระบุรี โดยจะใช้เส้นทางสายรองระหว่างอำเภอ จาก อ.เมืองบึงกาฬ ผ่านไปยังเส้นทางสายกระนวน จังหวัดขอนแก่น ผ่านไปยังอ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม โดยใช้รถยนต์ยี่ห้อฟอร์ด รุ่นเอเวอเรสต์ สีเทา หมายเลขทะเบียน กข -6997 มุกดาหาร เป็นยานพาหนะในการขนส่งแล้วยังรับแจ้งจากพลเมืองดีอีกว่า ขบวนการค้ายาเสพติดชาวลาว จ้างคนไทย ให้ลำเลียงยาเสพติดจาก อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ไปส่งยังพื้นที่ภาคกลาง จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตชด.แบ่งกำลังออกเป็นสองชุด ชุดแรกดำเนินการจับกุมผู้ที่ลักลอบขนยาบ้าจาก จ.บึงกาฬ ไปยัง จ.สระบุรี อีกชุดให้ทำการสืบสวน จับกุมคนที่ลักลอบลำเลียงยาบ้าจาก อ.ธาตุพนมไปยังจังหวัดในพื้นที่ภาคกลาง
"โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตชด.ได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางกำลังไว้ตามเส้นทาง สายกระนวน-เชียงยืน กระทั่งพบรถยนต์ต้องสงสัย วิ่งอยู่บนถนนหมายเลข 2322 สายกระนวน–เชียงยืน มุ่งหน้าไป จ.มหาสารคาม จึงติดตามรถคันดังกล่าวไปอย่างกระชั้นชิด บริเวณสามแยกหน้าโรงเรียนศิริราษฎร์หมากหญ้า ต.เชียงยืน อ.เชียงยืน เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงแสดงตัวเป็นตำรวจและส่งสัญญาณให้หยุดรถ คนขับรถยนต์คันดังกล่าวกลับพยายามหลบหนี แล้วยังขับรถพุ่งชนรถยนต์ของเจ้าหน้าที่ ก่อนเร่งความเร็วหลบหนี แต่รถใช้ความเร็วสูง ได้เสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้าข้างทาง บริเวณริมถนนในหมู่บ้านหนองแวง หมู่ 3 ต.ดอนเงิน อ.เชียงยืน เจ้าหน้าที่จึงเข้าควบคุม น.ส.สุนารี อายุ 36 ปี ชาว ต.อ่าวลึกน้อย อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ และ น.ส.สาวิณี อายุ 32 ปี ชาว ต.เขาคราม อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ พร้อมทั้งทำการตรวจค้นภายในรถยนต์ พบยาบ้าบรรจุอยู่ในถุงสีดำ จำนวน 5 กระสอบ รวมยาบ้าประมาณ 2,020,000 เม็ด พร้อมตรวจยึดรถยนต์ที่ใช้ลำเลียงจำนวน 1 คัน จึงควบคุมตัวทั้ง 2 คนไปสอบสวน"
พล.ต.ต.วุฒิพงษ์ กล่าวอีกว่า จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ให้การตรงกันว่า ร่วมกันค้าขายอาหารทะเล ใน จ.กระบี่ แต่ค้าขายไม่ดี รายได้ไม่พอค่าใช้จ่ายจึงหารือกับเพื่อนสนิท เพื่อนแนะนำให้รู้จักกับนายทุนชาวลาว จนได้ไปมาหาสู่กันที่ประเทศลาวหลายครั้ง ต่อมานายทุนชาวลาวได้ติดต่อพูดคุยกันผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ จ้างให้ขับรถยนต์ยี่ห้อฟอร์ด เอเวอเรสต์ สีเทา หมายเลขทะเบียน กข- 6997 มุกดาหาร ที่จอดอยู่ในเมืองบึงกาฬ ไปส่งให้ลูกค้าที่สระบุรี เมื่อส่งรถพร้อมสินค้าเรียบร้อย นายทุนจะจ่ายเงินให้ 200,000 บาท แต่ขณะขับรถมาตามเส้นทางระหว่างอำเภอก้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตชด.ติดตามจับกุมตัวเอาไว้ได้จึงได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางยาบ้า และยึดรถยนต์คันที่ใช้เป็นยานพาหนะ ส่งให้พนักงานสอบสวนสภ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม ดำเนินคดีในข้อหา ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 หรือเมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในหมู่ประชาชน และกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป
"ขณะเดียวกัน กำลังเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบตามข้อมูลที่ได้รับแจ้งจากพลเมืองดี พบรถยนต์ต้องสงสัย เป็นรถยนต์ ยี่ห้อ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีดำ ไม่ติดทะเบียน จอดอยู่ภายในสถานีบริการน้ำมัน ปตท.บ้านต้อง บนถนนสายธาตุพนม–มุกดาหาร อ.ธาตุพนม จึงติดตามรถยนต์คันดังกล่าวไปอย่างกระชั้นชิด เมื่อรถยนต์ต้องสงสัยว่างถึงหมู่บ้านใหม่จำปา หมู่ 10 ต.ฝั่งแดง อ.ธาตุพนม จึงแสดงตัวเป็นตำรวจและสั่งให้หยุดรถ แต่รถยนต์คันดังกล่าวกลับพยายามหลบหนีและพุ่งชนรถยนต์ของเจ้าหน้าที่ ไม่สามารถขับหลบหนีต่อไปได้ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงเข้าควบคุมตัวผู้ขับขี่รถยนต์คันกล่าวไว้ได้ ทราบชื่อว่า นายจีระศักดิ์ อายุ 26 ปี ชาว ต.คำป่าหลาย อ.เมืองมุกดาหาร จว.มุกดาหาร ตรวจค้นรถยนต์ พบยาบ้าบรรจุอยู่ในถุงสีดำ จำนวน 5 กระสอบ รวมยาบ้าประมาณ 1,844,000 เม็ด จากการสอบสวนผู้ต้องหา ให้การว่า ได้รับการติดต่อจากนายทุนชาวลาว ให้ขับรถยนต์ที่บรรทุกนำยาเสพติดจากพื้นที่ อ.ธาตุพนม ไปส่งมอบให้กับลูกค้าในพื้นที่จ.มุกดาหาร หากส่งมอบยาเสพติดให้กับลูกค้าได้สำเร็จ จะได้รับค่าจ้างจำนวน 10,000 บาท ส่วนยาเสพติดจำนวนดังกล่าว ทราบว่าจะมีการส่งต่อให้ลุกค้าในพื้นที่ภาคกลางหลังการสอบสวน จึงได้แจ้งข้อหาจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 หรือเมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในหมู่ประชาชน และกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป"








