ภักดี วีระรัตน์ / รายงาน
ปังๆปังๆเสียงดังสนั่นท่ามกลางเสียงคำสั่ง“ยิงยางล้อ สกัดมันไว้ อย่าให้มันหนีไปได้” สิ้นเสียงตะโกนฝ่าความเงียบ เสียงเครื่องยนต์รถยนต์หรูก็ดังสนั่นพร้อมเสียงล้อบดถนนอย่างรุนแรง พลทหารเสือแห่งวงการค้ายาเสพติดระดับ ‘ตัวพ่อ’ กำลังจนตรอก และตัดสินใจเร่งเครื่องพุ่งชนเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างไม่คิดชีวิต หวังเปิดทางหนีฝ่ายวงล้อม...สุดท้าย ‘เกมนี้ไม่มีผู้ชนะ’ สิ้นเสียงปืนสกัด รถคันหรูสงบนิ่ง พร้อมกับการปิดฉากถาวรของ “บิ๊กบอส” ขบวนการโคเคนรายใหญ่
"บิ๊กจ๋อ" พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อคืนวันที่ 9 มิถุนายน 2569 เวลาประมาณ 22.00 น."บิ๊กต่าย" พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ "บิ๊กสุริยา" พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.), "บิ๊กราญ" พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศอ.ปส.ตร.) , "บิ๊กเปีย" พล.ต.อ.สมประสงค์ เย็นท้วม ที่ปรึกษาพิเศษ ตร., พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร., "บิ๊กหยาม" พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) และ "บิ๊กกลอฟ์" พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด สั่งการเปิดปฏิบัติการ “เด็ดปีกหัวหน้าแก๊ง Dodorima” จับกุมตัว นายแพททริกฯ อายุ 36 ปี สัญชาติไนจีเรีย แฝงตัวอยู่ในคอนโดหรูย่านพระราม 3 แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวากรุงเทพมหานคร พร้อมของกลาง โคเคน จำนวนประมาณ 18 กรัม พร้อมตรวจยึดทรัพย์สิน รถยนต์ 1 คัน มูลค่า 200,000 บาท, เงินสด 178,800 บาท และอีก 1,900 ดอลล่า มูลค่าประมาณ 57,000 บาท, เงินสดในบัญชีธนาคารประมาณ 40,000 บาท, สิ่งของแบรนด์เนมหลายรายการ รวมมูลค่าประมาณ 200,000 บาท รวมตรวจยึดทรัพย์สินทั้งสิ้น มูลค่าประมาณ 700,000 บาท
สืบเนื่องเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 "บ๊กจ๋อ" พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น.รับผิดชอบยาเสพติดนำกำลังเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. เปิดปฏิบัติการ“ทลายห้องมืด” นำหมายค้นเข้าตรวจสอบห้องพักคอนโดหรูย่านสะพานพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี ซึ่งใช้เป็นฐานปฏิบัติการแก๊ง Romance Scam จับกุมตัวผู้ต้องหาชาวต่างชาติ 6 ราย ต่อมา "บิ๊กราญ" พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ "บิ๊กหยาม" พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. และ"บ๊อจ๋อ" พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. ทำการสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. ออกแกะรอยพบความเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจค้ายาเสพติด (โคเคน) และแก๊ง Romance Scam โดยมีกลุ่มหัวขบวนการใหญ่ทำธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย ซึ่งมีเงินหมุนเวียนในขบวนการกว่า 300 ล้านบาท พบกับหลักฐานการรวมกลุ่มขบวนการนี้ภายใต้ชื่อกลุ่ม “DODORIMA” ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มหัวแถวในโซนภูมิภาคประเทศไทย แตกหน่อมาจากเครือข่ายใหญ่ระดับโลกที่ชื่อว่า “NBM OF AFRICA”
จากการสืบสวนยังพบว่า ขบวนการดังกล่าวมีพฤติกรรมรวมกลุ่ม “เดินสายบุญ” ตระเวนบริจาคสิ่งของงานการกุศล เพื่ออำพรางการทำธุรกิจผิดกฎหมาย โดยสืบทราบว่าหัวหน้าขบวนการ DODORIMA คือ นายแพททริกฯ อายุ 36 ปี สัญชาติไนจีเรีย ซึ่งแฝงตัวอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลากว่า 7 ปี โดยจะไปมาระหว่างประเทศไทยกับทวีปแอฟริกา แรกเริ่มมาในประเทศไทยเป็นเพียงคนเดินขายโคเคนตามสถานที่ท่องเที่ยว แต่ต่อมาได้ขึ้นระดับเป็นหัวหน้าขบวนการ พบว่าในระยะเวลาเพียง 1 ปีที่ผ่านมา มีเงินหมุนเวียนของเครือข่ายกว่า 380 ล้านบาท และยังสืบทราบว่าในปัจจุบัน แพททริกฯ ได้นำเงินส่งกลับประเทศจนสามารถสร้างคฤหาสน์หลังใหญ่ในประเทศไนจีเรีย ซึ่งการสืบสาวไปถึงตัวของหัวหน้าขบวนการรายนี้ไม่สามารถทำได้โดยง่าย เนื่องจากมีลูกน้องจำนวนมากและยังมีทักษะต่อต้านทางการสืบสวน อำพรางการฟอกเงิน แต่เจ้าหน้าที่ได้พบเบาะแสสำคัญ แม้ว่า นายแพททริกฯ จะไม่ได้ค้าขายโคเคนเป็นหลักแล้วก็ตาม แต่พบว่ายังคงหล่อเลี้ยงความสัมพันธ์กับกลุ่มผู้มีชื่อเสียงด้วย “โคเคน” นำมาสู่ปฏิบัติการดังกล่าว
ต่อมา วันที่ 9 มิถุนายน 2569 "บิ๊กจ๋อ" พล.ต.ต.ธีรเดช นำกำลังเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. สนธิกำลังร่วมกันกับ ป.ป.ส.กทม. เฝ้าติดตามกระทั่งได้พบ นายแพททริกฯ กำลังขับรถเข้าคอนโดหรูแห่งหนึ่งย่าน ถ.พระราม 3 จึงได้ทำการสกัดจับโดยยุทธวิธี Car Block แต่ นายแพททริกฯ พยายามขัดขืนการจับกุม ได้ขับรถถอยชนเจ้าหน้าที่หวังเปิดทางหลบหนี จนทำให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ ขณะเดียวกัน "บิ๊กจ๋อ" พล.ต.ต.ธีรเดช ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทุบกระจกรถจนสามารถดับเครื่องรถยนต์คนร้ายไว้ได้ทันท่วงที ก่อนทำการควบคุมตัวลงจากรถยนต์ได้สำเร็จ จากการตรวจค้นพบโคเคน จำนวนประมาณ 18 กรัม ก่อนนำตัวตรวจค้นห้องพักในคอนโดหรู ตรวจยึดเงินสดและทรัพย์สิน รวมมูลค่าประมาณ 700,000 บาท หลังการจับกุมเจ้าหน้าที่ได้ทำการขยายผลพบข้อมูลสำคัญระดับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และยังพบข้อมูลแชตในกลุ่มลับที่พูดคุยถึงกลุ่มผู้ติดยาเสพติดโคเคนในประเทศไทย หลังจับกุมเจ้าหน้าที่ได้นำตัวพร้อมของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน สน.บางโพงพาง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
โดยกล่าวหาว่า “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า และต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานผู้ซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่” ในส่วนของข้อหาเรื่องของการฟอกเงิน เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการขยายผล ส่วนของทรัพย์สินที่ได้ตรวจยึดไว้ตาม พ.ร.บ.มาตรการฯ ได้นำส่งเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. เพื่อดำเนินการเก็บรักษาและขยายผลสืบทรัพย์ต่อไป โดยในชั้นจับกุม นายแพททริกฯ ได้ให้การภาคเสธ โดยให้การรับสารภาพในเรื่องของยาเสพติดโคเคน แต่ยังปฏิเสธในเรื่องขบวนการฟอกเงิน อ้างเป็นการรวมกลุ่มทำบุญบริจาคการกุศล จากการประกอบอาชีพขายล้งปลาจากประเทศไทยไปไนจีเรีย
"บิ๊กจ๋อ" พล.ต.ต.ธีรเดช ในฐานะรองโฆษก ตร. กล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้กวาดล้างกลุ่มทุนต่างชาติที่เข้ามาแฝงตัวทำธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย โดยการขยายผลมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการจับกุมครั้งนี้คนร้ายมีพฤติกรรมรุนแรง โดยระหว่างการจับกุมผู้ต้องหามีการต่อสู้ขัดขืนจนทำให้มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ และมีทรัพย์สินเสียหาย ในส่วนของการขยายผลเราได้ข้อมูลที่สำคัญของกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยได้ปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นการจับกุมระดับหัวหน้าเครือข่าย ถือเป็นการเด็ดปีกตัดวงจรฟอกเงินของแก๊งสแกมเมอร์และยาเสพติดข้ามชาติรายใหญ่ หลังจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการประสานงานร่วมกับ ป.ป.ส. และหน่วยงานข้ามชาติ เพื่อขยายผลเส้นทางการเงินและไล่ล่าผู้ร่วมขบวนการ ทั้งชาวต่างชาติและคนไทยที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดมาดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด
* แกะรอยเส้นทางเงินท่อน้ำเลี้ยง 380 ล้านบาท
จากการขยายผลและตรวจสอบบัญชีธนาคาร รวมถึงกระเป๋าเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) ของเครือข่ายนี้ เจ้าหน้าที่ต้องตะลึงกับตัวเลข เงินหมุนเวียนที่สูงกว่า 380 ล้านบาท... เครือข่ายนี้ไม่ใช่แค่กลุ่มค้ายารายย่อยทั่วไป แต่เป็น “องค์กรอาชญากรรมไซส์ใหญ่” ที่มีระบบการจัดการอย่างเป็นมืออาชีพฟอกเงินแนบเนียนโดยใช่ใช้บัญชีม้าหลายทอด และแปรสภาพเงินค่ายาเสพติดให้กลายเป็นทรัพย์สินหรู เช่น รถยนต์ระดับซูเปอร์คาร์, อสังหาริมทรัพย์, และทองคำโคเคนเกรดพรีเมียม.มุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าฐานะดี และสถานบันเทิงชื่อดัง ทำให้มีราคาต่อกรัมที่สูงลิ่ว ดันมูลค่าการซื้อขายให้พุ่งสูงอย่างรวดเร็ว.“บิ๊กบอส” รายนี้ มักจะทำตัวเป็นนักธุรกิจหนุ่มโปรไฟล์ดี บังหน้าด้วยธุรกิจถูกกฎหมายเพื่อพรางตาเจ้าหน้าที่ แต่เบื้องหลังคือผู้ควบคุมซัพพลายเชนของ “โคเคน” ตั้งแต่การนำเข้าจากต่างประเทศ การกระจายสินค้าไปยังหัวหน้าสายส่งรายย่อย จนถึงการสั่งการสเต็ปการฟอกเงิน“เขาคิดว่าตัวเองอยู่เหนือสปอตไลท์ สั่งการผ่านแอปพลิเคชันลับ และไม่เคยจับต้องยาเสพติดโดยตรง แต่สุดท้าย เทคโนโลยีทางการสืบสวนและเส้นทางเงิน ก็ลากหน้ากากของเขาออกมาจนได้”
* การทลายรัง สัญญาณเตือนถึงเครือข่ายที่เหลือ
การจับกุมในครั้งนี้ไม่ได้สิ้นสุดแค่ที่ตัว “บิ๊กบอส” และรถคันที่เขาใช้พุ่งชนตำรวจเท่านั้น แต่เจ้าหน้าที่ยังได้ทำการ "เด็ดปีก" ด้วยการปูพรมเข้าตรวจค้นเซฟเฮาส์และจุดกระจายสินค้าอีกหลายจุดทั่วเมือง ยึดทรัพย์สินทั้งหมดที่ได้จากการกระทำความผิดปฏิบัติการนี้สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าขบวนการค้ายาเสพติดจะมีเงินหมุนเวียนหลักร้อยล้าน หรือใช้วิธีการรุนแรงอุกอาจเพียงใดในการต่อสู้ขัดขวาง แต่ท้ายที่สุดแล้ว ก็ไม่อาจหนีพ้นกรงเล็บของกฎหมายไปได้








