ทต.ผักตบ จับมือ มสธ. ระดมสมองปั้นแบรนด์ท่องเที่ยวท้องถิ่น ดึงอัตลักษณ์ พญานาค 4 ตระกูล-วิถีชีวิตคนอุดรธานี ประตูสู่คำชะโนด ยกระดับเศรษฐกิจชุมชนสร้างรายได้อย่างยั่งยืน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่เทศบาลตำบลผักตบ อ.หนองหาน จ.อุดรธานี ร่วมกับ หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช หรือ มสธ. นำคณะนักศึกษาระดับปริญญาเอกลงพื้นที่ศึกษาดูงานและจัดกิจกรรมสัมมนาเข้มเสริมประสบการณ์วิชาชีพ โดยมุ่งเน้นการนำ นวัตกรรมการสื่อสาร มาเป็นเครื่องมือหลักในการพลิกโฉมและสร้างการจดจำให้กับบ้านผักตบ
รศ.ดร. วิทยาธร ท่อแก้ว ประธานหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิ มสธ. กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ คณะนักศึกษาปริญญาเอกระดมความคิดและศึกษาดูงานในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนกลยุทธ์การทำ Branding 3 มิติหลัก ประกอบด้วย สิริมงคลแห่งความศรัทธา (Spiritual Branding): ที่ วัดสระมณี ด้วยศึกษาและถอดบทเรียนนวัตกรรมเชิงสัญลักษณ์ คือพญานาค 4 ตระกูล รอบอุโบสถ และบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ เพื่อวางกลยุทธ์การสื่อสารดึงดูดนักท่องเที่ยวสายวัฒนธรรมและความศรัทธา การสร้างอัตลักษณ์งานฝีมือชุมชน (Product Branding) ถอดบทเรียนความสำเร็จกลุ่มอาชีพเครื่องหนังแท้บ้านผักตบ สินค้าโอทอป 5 ดาวและแบรนด์รองเท้าฝีมือคนท้องถิ่น รวมถึงเครื่องสาน ผ้าคราม สินค้าชุมชนต่างๆ และการสื่อสารภาพลักษณ์องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (Corporate Branding) วิเคราะห์และเชื่อมโยงนวัตกรรมการสื่อสารดิจิทัล เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้นักการเมืองท้องถิ่นและบุคลากรของเทศบาล สามารถสื่อสารนโยบายและบริการสาธารณะที่เข้าถึงประชาชนยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
"กิจกรรมดังกล่าวเปิดโอกาสให้คณาจารย์ นักศึกษา และหน่วยงานท้องถิ่นได้ร่วมประชุมวิเคราะห์ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสังเคราะห์จนเกิดเป็น โมเดลความสำเร็จ ซึ่งจะถูกนำไปต่อยอดเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแผนกลยุทธ์การสื่อสารแบรนด์ท่องเที่ยว บ้านผักตบ ที่มีความทันสมัย สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคร่วมสมัย แต่ยังคงรักษาจิตวิญญาณและรากเหง้าของชุมชนไว้อย่างเหนียวแน่น"
รศ.ดร. วิทยาธร กล่าวต่อว่า การจัดกิจกรรมดังกล่าวยังได้มีการเรียนรู้โปรแกรมเอไอ พื้นฐานในการใช้ชีวิตประจำวัน ถอดรหัส 7 กลยุทธ์สร้างแบรนด์ชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งการร่วมมือกันในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนบทบาทของ มสธ. ในการเป็นผู้นำทางวิชาการที่เชื่อมโยงความรู้สู่การปฏิบัติจริงในท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นการจุดประกายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเห็นความสำคัญของ นวัตกรรมการสื่อสาร ในฐานะเครื่องยนต์หลักที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป








