เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.30 น. นายไพรัช คำมณี หรือ “อ้อ ไพรัช” อินฟูลเอนเซอร์ชื่อดังที่เคยนำเสนอกรณีนายโยชน์ สายน้อย อายุ 58 ปี ชาวตำบลกันตวจระมวล อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งสูญหายและถูกอ้างว่าถูกทหารกัมพูชาควบคุมตัว ได้เดินทางไปยังสถานีตำรวจภูธรกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์
โดยนายไพรัช พร้อมด้วย นางสาวกรรณิกา หอมขจร อายุ 47 ปี ภรรยาของนายโยชน์ ได้เข้าแจ้งความและลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานกับ พ.ต.ต.ยงยุทธ พนักงานสอบสวน สภ.กาบเชิง ภายหลังมีชายปริศนาโทรศัพท์เข้ามาข่มขู่ โดยอ้างว่าไม่พอใจกรณีที่ภรรยาของนายโยชน์ให้สัมภาษณ์พาดพิงการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กาบเชิง ว่าไม่มีความคืบหน้าในการติดตามคดี โดยระบุว่า ชายปริศนาดังกล่าวได้โทรศัพท์มาหานายไพรัช พร้อมแสดงท่าทีไม่พอใจ อ้างว่าการให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชนทำให้ตำรวจเสียหาย และข่มขู่ว่าจะเดินทางไปพบถึงบ้าน รวมถึงพยายามสอบถามข้อมูลส่วนตัวและหมายเลขติดต่อของภรรยานายโยชน์ อีกทั้งยังอ้างว่ารู้จักผู้บังคับบัญชาและบุคคลระดับสูงในพื้นที่หลายราย ซึ่งนายไพรัชระบุว่าไม่เคยทราบหรือรู้จักมาก่อน จากเหตุการณ์ดังกล่าว นายไพรัชจึงปฏิเสธการให้ข้อมูลส่วนตัว และเห็นว่าพฤติกรรมเข้าข่ายการข่มขู่ จึงตัดสินใจพาภรรยานายโยชน์เข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน พร้อมขอให้มีการตรวจสอบและติดตามตัวผู้โทรข่มขู่รายนี้
ต่อมา นายไพรัช พร้อมด้วยนางสาวกรรณิกา ได้เข้าพบ พ.ต.อ.กำพล โนนุช ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรกาบเชิง เพื่อสอบถามความคืบหน้าและแจ้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยผู้กำกับการยืนยันว่าไม่รู้จักและไม่เคยมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลที่ปรากฏในคลิปเสียงหรือที่ถูกอ้างถึง พร้อมย้ำว่าตำรวจในพื้นที่กำลังเร่งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อช่วยติดตามและให้ความช่วยเหลือนายโยชน์อย่างเต็มที่ ในโอกาสเดียวกัน พ.ต.อ.กำพล โนนุช ยังได้มอบกระเช้าและเงินจำนวนหนึ่งให้กับครอบครัวนายโยชน์ เพื่อเป็นกำลังใจ พร้อมยืนยันว่าตำรวจไม่ได้ละเลยคดี และอยู่ระหว่างดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
ด้าน นางสาวกรรณิกา หอมขจร ภรรยานายโยชน์ เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า ครอบครัวยังไม่ได้รับความชัดเจนเกี่ยวกับชะตากรรมของสามี แม้จะทราบว่ายังมีชีวิตอยู่ แต่ยังคงมีความกังวลอย่างหนัก เนื่องจากคดีล่วงเลยมากว่า 18 วัน และยังไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน ทำให้ครอบครัวเกิดความเครียด กินไม่ได้นอนไม่หลับ และน้ำหนักลดลงอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ยังได้เรียกร้องให้หน่วยงานระดับสูง รวมถึงฝ่ายการเมืองและรัฐบาล เข้ามาช่วยเร่งประสานงาน โดยเฉพาะการส่งทนายความไทยหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปช่วยเหลือ เพื่อให้สามารถนำตัวนายโยชน์กลับประเทศไทยโดยเร็ว
ด้าน นายเฉลียว ส่องาม อายุ 62 ปี ญาติของนายโยชน์ ให้ข้อมูลว่า นายโยชน์เป็นคนคุ้นเคยพื้นที่ชายแดน และมักเข้าป่าเป็นประจำ โดยยืนยันว่าไม่น่าเป็นไปได้ที่จะหลงทาง เนื่องจากพื้นที่ชายแดนมีลักษณะเป็นหน้าผาสูงและมีแนวเขตชัดเจน อีกทั้งในอดีตเคยพบการลาดตระเวนของทหารกัมพูชาในพื้นที่ ซึ่งทำให้เชื่อว่าเหตุการณ์อาจเกี่ยวข้องกับการควบคุมตัวมากกว่าการหลงป่า
นอกจากนี้ มีรายงานจากสื่อกัมพูชา “นครวัดนิวส์” ซึ่งอ้างคำกล่าวของ พลเอก เมา โสพัน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพกัมพูชา ระบุว่า นายโยชน์ถูกตั้งข้อหาลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และอยู่ระหว่างการควบคุมตัวเพื่อส่งดำเนินคดีที่ศาลเมืองสำโรง จังหวัดอุดรมีชัย โดยมีกำหนดนัดไต่สวนในช่วงต้นเดือนมิถุนายนนี้ หากมีการประสานงานด้านเอกสารและทนายความจากฝ่ายไทย คาดว่ากระบวนการอาจสามารถดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหลายฝ่าย และยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานรัฐของไทยในขณะนี้








