มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ (มทร.รัตนโกสินทร์) จัดนิทรรศการภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวเชิงมืด (Dark Tourism) และการสื่อสารมรดกทางประวัติศาสตร์ ในหัวข้อ “สะพานข้ามแม่น้ำแควและทางรถไฟไทย–พม่า” ซึ่งได้ปิดฉากลงอย่างงดงาม โดยมุ่งเชื่อมโยงความทรงจำทางประวัติศาสตร์กับการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอย่างรอบด้าน
เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ดร.นัทธีรา ภักดีไพโรจน์ หัวหน้าหลักสูตรการจัดการมหาบัณฑิต สาขาการจัดการอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มทร.รัตนโกสินทร์ ในฐานะนักวิจัยด้านการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของสะพานข้ามแม่น้ำแควและทางรถไฟไทย–พม่า จังหวัดกาญจนบุรี ผ่านรูปแบบนิทรรศการที่หลากหลาย ทั้งบอร์ดข้อมูล อินโฟกราฟิก โรลอัพ แผ่นภาพสองภาษา การบรรยายภาคสนาม และการจัดแสดงในพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้ผู้เข้าชมเข้าใจประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สองในมิติที่ลึกซึ้งมากขึ้น
เนื้อหาภายในนิทรรศการครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น “Thailand’s Death Railway”, “The Bridge on the River Kwai”, “Memory Across Borders” และ “Tracks of Empire, War, and Memory” โดยสะท้อนทั้งความยากลำบากของแรงงาน การสูญเสียชีวิตจำนวนมาก และความทรงจำข้ามพรมแดนของไทย เมียนมา ญี่ปุ่น และประเทศตะวันตก รวมถึงแนวทางการพัฒนาสู่การเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในอนาคต
ดร.นัทธีรา ระบุว่า พื้นที่สะพานข้ามแม่น้ำแควไม่ได้เป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยวเชิงภาพถ่ายหรือสถานที่ที่ปรากฏในภาพยนตร์เท่านั้น แต่ยังเป็น “พื้นที่ประวัติศาสตร์ร่วม” ที่เชื่อมโยงความทรงจำของผู้คนหลายชาติ การท่องเที่ยวเชิงมืดจึงไม่ใช่การบริโภคความทุกข์ แต่เป็นการเรียนรู้และเคารพประวัติศาสตร์ผ่านการตีความอย่างเหมาะสม นิทรรศการยังแบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วนต่าง ๆ ได้แก่ ทางรถไฟแห่งความทุกข์ สะพานแห่งความทรงจำ บาดแผลแห่งสงคราม ความทรงจำข้ามพรมแดน และเส้นทางสู่มรดกโลก เพื่อให้ผู้เข้าชมเข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะประเด็นแรงงานบังคับ ความสูญเสีย และมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.อาคีรา ราชเวียง รองอธิการบดี มทร.รัตนโกสินทร์ ระบุว่า การท่องเที่ยวเชิงมรดกเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ ไม่เพียงด้านเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นเครื่องมือทางการศึกษาและการอนุรักษ์วัฒนธรรม ขณะเดียวกัน ศาสตราจารย์ ดร.กนกพร นุ่มทอง จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชี้ว่า มรดกทางประวัติศาสตร์ช่วยเชื่อมโยงทั้งเศรษฐกิจ การศึกษา และสังคม พร้อมย้ำว่าทางรถไฟไทย–พม่าเป็นประวัติศาสตร์ข้ามพรมแดนที่ต้องสื่อสารอย่างรอบด้านและเคารพความทรงจำของผู้ได้รับผลกระทบ
ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธนภณ ศรัญบูรณะ ประธานมูลนิธิธรรมาภิวัตน์ ระบุว่า สะพานข้ามแม่น้ำแควและทางรถไฟสายไทย–พม่าเป็นมรดกระดับโลกที่สะท้อนประวัติศาสตร์สงคราม แรงงาน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การอนุรักษ์จึงควรตั้งอยู่บนฐานของความยุติธรรมทางประวัติศาสตร์และการศึกษาเพื่อสันติภาพ
จุดเด่นของนิทรรศการครั้งนี้คือการนำออกไปจัดแสดงทั้งในมหาวิทยาลัยและพื้นที่สาธารณะ ทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น เกิดการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง หลายคนสะท้อนว่าได้รับมุมมองใหม่ต่อสะพานข้ามแม่น้ำแคว จากเดิมที่รู้จักในฐานะแหล่งท่องเที่ยว สู่การเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่มีความหมายเชิงลึก
โดยภาพรวม นิทรรศการครั้งนี้ถือเป็นการบูรณาการระหว่างการศึกษา การท่องเที่ยว และการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม เพื่อสร้างความเข้าใจต่อประวัติศาสตร์อย่างรอบด้าน พร้อมวางรากฐานสู่การพัฒนาแหล่งมรดกไทยในระดับสากลต่อไป








