วันที่ 7 พ.ค.2569 นายณรงค์ ชัยศิริ นายกสมาคมการประมงจังหวัดตราด เปิดเผยว่า การยกเลิก MOU-44 นั้นมีผลได้ผลเสียด้วยกันทั้งสองประเทศ ผลดีก็คือ การที่ทั้งสองประเทศได้เข้ามาเจรจากันด้วยเหตุผล และเป็นกฏหมายสากลที่แต่ละประเทศยอมรับ หรือที่เรียกว่า อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS 1982) ซี่งทั้งสองประเทศต่างเป็นสมาชิกอยู่ ดังนั้นน่าจะทำให้มีการเจรจาที่ได้ทั้งประโยชน์สองประเทศ แต่อย่าลืมว่า การไม่มี MOU-44 และหันมาใช้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS 1982)ไทยก็มีส่วนที่เสียเปรียบอยู่เช่นกัน เพราะการขีดเส้นของไทยก็ต้องนำไปเจรจาใน UNCLOS 1982 ซึ่งอาจจะต้องถูกลดพื้นที่ก็ได้ อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งยังมีอยู่ เพราะการยกขึ้นไปเจรจาใน UNCLOS 1982ทั้งสองประเทศต้องรักษาประโยชน์ของประเทศตัวเองเป็นหลัก ซึ่งใครจะยอมเสียเปรียบโดยเฉพาะหากในพื้นที่มีทรัพยากรทางทะเลมหาศาลทั้งพลังงานหรือทรัพยากรสัตว์น้ำที่มีอยู่ในพื้นที่
“สิ่งที่ประมงไทยได้ประโยชน์มากก็คือ พื้นที่ทางทะเลใต้เกาะกูด เพราะหากมีการวัดจากชายฝั่งแล้ว จะทำให้พื้นทางทะเลในเกาะกูดมีมากขึ้นไม่ใช่เส้นทางกัมพูชาลากเล้นมาพาดเกาะกูด ซึ่งชาวประมงไทยทราบดีว่าพื้นที่ใต้บริเวณเกาะกูดมีสัตว์น้ำจำนวนมาก และจะมีเรือประทงไทยทั้งในภาคใต้ ภาคตะวันออก รวมทั้งเรือประมงของจังหวัดตราดเข้ามาทำประมงในพื้นที่นี้กว่าร้อยลำ ทั้งเรือดำ เรือลากคู่ และแต่ละปีมีมูลค่าใกล้พันล้านบาท/ปี ส่วนแหล่งพลังงานนั้นผมไม่ทราบว่ามีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งประเด็นนี้กัมพูชาก็ทราบ แต่ความสามารถของเรือประมงกัมพูชาสู้ไทยไม่ได้ จึงไม่สามารถเคลื่อนไหวต่อต้าน รวมทั้งศักยภาพทางทหารเรือของกัมพูชาสู้ไทยไม่ได้ จึงไม่กล้าที่จะมาต่อต้านฝ่ายไทย“นายณรงค์ กล่าว
ด้านนายปิยะวุฒิ ประสิทธิเวช เจ้าของท่าเรือส.กฤตวัณ ต.หาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ซึ่งเป็นท่าเรือขนส่งสินค้ารายใหญ่และปัจจุบันปรับเป็นท่าเรือประมงชั่วคราว เปิดเผยว่า นับเป็นเรื่องที่ดีที่รัฐบาลยกเลิก MOU-44 ไป เพราะเปรียบเทียบแล้ว MOU-44 ก็เป็นเสมือนข้อตกลงระหว่าง 2 ฝ่าย (ประเทศ)ที่ไม่ได้เป็นข้อผูกพันเป็นทางการ จะยกเลิกหรือไม่ยกเลิกก็เป็นสิทธิ เหมือนรถยนต์ชนกันทั้งสองฝ่ายเจรจากัน ได้ข้อสรุปใครผิด ใครถูกแล้วต่างคนต่างไปไม่ต้องหาคนกลางมาเจรจา ซึ่งง่าย แต่หากตกลงไม่ได้ก็ต้องให้ตำรวจมาเป็นคนกลางคนไหนผิดก็ต้องรับผิดชอบในความเสียหาย ถูกปรับ ถูกจับดำเนินคดีไป ซึ่งก็เหมือนยกเลิก MOU-44 แล้วไปในอนุสัญญาทางทะเล หรือ UNCLOS 1982 ก็ต้องเจรจาและต้องยึดตามกติกาสากล หรือกฏหมายสากล ซึ่งจะมีผลดีและผลเสีย ซึ่งมองว่า ฝ่ายไทยจะได้เปรียบมากกว่า เพราะการขีดเส้นของกัทพูชาเป็นการขีดเส้นตามอำเภอใจ และไม่สนใจความถูกต้องหรือชอบธรรม เหมือนเส้นที่ไทยขีดได้ยึดหลักสากลมากกว่า ซี่งนี่คือมสิ่วที่ได้เปรียบของไทย แต่ฝั่งกัมพูชาเสียเปรียบจึงไม่อยากจะยกเลิก การมาเจรจากันในกติกาสากลตาม UNCLOS 1982 จึงเป็นธรรมกับทั้งสองประเทศ
“ผมยังอยากให้ทั้งสองประเทศเข้ามาเจรจากันโดยเร็วทั้งในระดับ JBC หรือ ในระดับพื้นที่ เพื่อยุติข้อขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนโดยเร็ว เพราะปัจจุบันนี้คนตราดและคนจันทบุรีต้องการจะเปิดการค้าขายตามชายแดน เพราะที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากมาตรการขอบฝ่ายความมั่นคงที่ปิดชายแดนไทยกัมพูชาทางบกทั้งหมด แต่ทางน้ำยังปล่อยให้เกิดการขนส่งสินค้าไปยังกัมพูชาต่อเนื่อง เช่นที่จ.ระยอง แต่ในพื้นที่จังหวัดตราดและจันทบุรี ทำไม?ต้องมาเสียสละ ซึ่งมันเหมาะสมหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ มักจะกลายเป็นประเด็นอ่อนไหว พอพูดออกไปก็ทัวร์ลงเต็มหน้าบ้าน มันสมควรที่จะทบทวนหรือไม่ เพราะวันนี้ การลักลอบค้าชายแดนไปกัมพูชามีการลักลอบจำนวนมาก จึงควรจะเปิดชายแดนให้คนชายแดนได้ไปมาหาสู่กันและค้าขายร่วมกัน“นายปิยะวุฒิ กล่าว
ส่วนนายธิติเดช ทองภัทร รองประธานบริษัท เกาะกงอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า ไม่ได้มีความรู้ในเรื่อง MOU - 44มากนัก แต่สิ่งที่เป็นผลดีก็คือ จะส่งผลดีต่อสถานการณ์ชายแดนที่ดีมากขึ้น เพราะวันนี้คนชายแดนไปไหนไม่ได้ และค้าขาย ทำกินไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะคนหาดเล็กเท่านั้น แต่คนกัมพูชาก็ยังต้องทำมาหากินร่วมกัน เขาบ้าง เราบ้างต่างคนต่างต้องการรายได้ทั้งนั้น ซึ่งในอนาคตน่าจะเปิดชายแดนได้ แต่การเปิดก็จะเริ่มจากจังหวัดในภาคอิสาน และมาถึงจันทบุรี-ตราด แต่มันต้องมีการเจรจากันใน JBC เพื่อหาข้อสรุปจะเอาอย่างไร แต่ใครจะได้ ใครจะเสีย แต่การจะเจรจากันมันจะดีด้วยกันทั้งสองฝ่ายเพราะการเจรจาใน UNCLOS 1982 ก็น่าจะดี เพราะมีตัวกลาง และมีกติกาสากลที่ทั้งสองประเทศเป็นสมาชิกอยู่ การยุติข้อปัญกาน่าจะดีขึ้น ซึ่งเมื่อหารือกันแล้ว สถานการณ์ชายแดนก็จะดีขึ้น และอาจจะนำไปสู่การเปิดจุดผ่านแดนถาวรในอนาคต
ขณะนาวาเอกปรัญชา โพธิย้อย ผู้บังคับหน่วนเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด เปิดเผยว่า การยกเลิก MOU - 44 ทั้งก่อนและหลังสถานการณ์ชายแดนในพื้นที่ทางบกจังหวัดตราดไม่ได้ความตึงเครียดใดๆ ซึ่งผู้บังคับบัญชายังกำชับให้แต่ละหน่วยดูแลพื้นที่ชายแดนต่อเนื่อง แม้บางจุดจะมีการยั่วยุบ้าง แต่ไม่ได้ส่งผลต่อความตึงเครียดใดๆ ส่วนเรื่องการเจรจาหารือกันในระดับ JBC นั้น น่าจะมีใตอนาคตเพื่อหารือตามกำหนดเวลาที่มีอยู่แล้ว ส่วนจะมีการเจรจาเรื่องใดนั้น ต้องแล้วแต่คณะกรรมการชายแดนทั้งสองฝ่ายที่จะกำหนด ส่วนเรื่องการลักลอบค้าขายตามแนวชายแดนจ.ตราดไปยังกัมพูชาก็รับทราบจากหน่วยทหารในพื้นที่อยู่แล้ว และได้กำชับว่าอย่าให้มีการกระทำผิดในพื้นที่รับผิดชอบ








