สถานการณ์ทุเรียนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ วิกฤตหนักจากภัยแล้งและความไม่สงบในพื้นที่ ส่งผลให้สวนทุเรียนยืนต้นตายกว่า 50% และรายได้หายไปอย่างมาก เกษตรกรจำใจทิ้งสวนหนีความไม่มั่นคงในพื้นที่ ร้องขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
วันที่ 7 พ.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ทุเรียนในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ กำลังเผชิญวิกฤตหนัก ทั้งจากภัยแล้งรุนแรงและผลกระทบจากเหตุความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก สวนทุเรียนจำนวนมากยืนต้นตาย และผลผลิตลดลงอย่างน่าใจหาย
ผู้สื่อข่าวจึงลงพื้นที่บ้านชำปะโต หมู่ 3 ตำบลอาโพน อำเภอบัวเชดฯ พบสวนทุเรียนของ นายทอน ชุ่มจิตร อายุ 66 ปี บนพื้นที่กว่า 25 ไร่ ซึ่งแบ่งปลูกเป็น 3 รุ่น กำลังอยู่ในสภาพซบเซาอย่างเห็นได้ชัด
รุ่นแรก ปลูกในพื้นที่ 5 ไร่ จำนวน 70 ต้น อายุ 7 ปี ปรากฏว่าต้นทุเรียนยืนต้นตายไปแล้วกว่าครึ่งสวน จากภาวะขาดน้ำอย่างต่อเนื่อง
รุ่นที่ 2 จำนวน 160 ต้น อายุ 5 ปี ให้ผลผลิตในปีนี้เพียงประมาณ 1 ตันเท่านั้น และยังเป็นลูกขนาดเล็ก ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด
รุ่นที่ 3 จำนวน 160 ต้น อายุ 3 ปี ยังไม่ให้ผลผลิต แต่ก็เริ่มได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแล้งเช่นกัน
นายทอน เปิดเผยว่า เมื่อปีที่ผ่านมา สวนทุเรียนสามารถให้ผลผลิตได้มากกว่า 3 ตัน สร้างรายได้พอเลี้ยงครอบครัว แต่ปีนี้คาดว่าอาจได้ไม่ถึง 1 ตันด้วยซ้ำ เนื่องจากทั้งภัยแล้ง ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาปุ๋ยและน้ำมัน ทำให้ไม่สามารถสูบน้ำมารดต้นทุเรียนได้อย่างเพียงพอ
นอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ต้องอพยพออกจากพื้นที่และทิ้งสวนไว้นานนับเดือนถึง 2 ครั้ง ส่งผลให้ต้นทุเรียนซึ่งเป็นพืชที่ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอ ขาดการดูแลอย่างต่อเนื่อง จนเกิดความเสียหายหนัก เห็นได้จากลูกทุเรียนร่วงหล่นไม่เว้นแต่วันทั้งลูกเล็กลูกใหญ่ ทำให้เสียหายหนักปีนี้น่าจะขาดทุนย่อยยับ เมื่อเหตุการณ์แบบนี้ทำให้ชาวสวนอย่างตนเเทบท้อจนล้มทั้งยืน
โดยปีนี้แล้งจัด น้ำไม่มี ต้นทุนก็สูง แถมต้องหนีเหตุการณ์ไปเป็นเดือนๆ ทุเรียนขาดน้ำ ตายไปกว่าครึ่งสวน เหลืออยู่ก็ลูกเล็ก รายได้หายไปเยอะมาก นายทอน กล่าวด้วยน้ำเสียงกังวล
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความเปราะบางของเกษตรกรชายแดน ที่ต้องเผชิญทั้งภัยธรรมชาติและปัจจัยความไม่มั่นคงในพื้นที่จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้ามาสำรวจช่วยเหลือเกษตรกรสวนทุเรียนในพื้นที่ชายแดนอย่างเร่งด่วน ก่อนที่สวนทุเรียนซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญจะได้รับความเสียหายมากไปกว่านี้








