นายกสมาคมอนุรักษ์ฯ จ.ตราด หนุนยกเลิก MOU-44 ชี้ไทยได้อาณาเขตทางทะเลคืนเต็มสิทธิ พร้อมใช้ทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติได้อย่างเต็มศักยภาพภายใต้กฎหมาย UNCLOS 1982
วันที่ 30 เม.ย.2569 นายสมเกียรติ สมรรถการ นายกสมาคมอนุรักษ์ทรัพยากรและพิทักษ์สิ่งแวดล้อม จังหวัดตราด เปิดเผยถึงผลจากการยกเลิกMOU-44 ว่า เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลยกเลิก MOU-44 เพราะจะเกิดผลดีต่อประเทศไทยใน 2 ประการ ประการแรกคือ ได้ความชัดเจนในเรื่องการกำหนดอาณาเขตของประเทศไทยบริเวณจังหวัดตราด โดยเฉพาะพื้นที่เกาะกูด เพราะต้องยอมรับว่า กัมพูชาได้ขีดเส้นแบ่งดินแดนไทยกัมพูชาที่หลักเขต 73 ที่บ้านหาดเล็ก ต.หาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด แล้วลากเส้นมาพาดตัดเกาะกูดบางส่วน ซึ่งการลากในลักษณะนี้ เป็นการลากตามอำเภอใจ โดยมีเจตนาที่ต้องการให้กัมพูชามีสิทธิในการครอบครองอาณาเขตทางทะเลซึ่งในบริเวณเกาะกูดมีทรัพยากรทางทะเลจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะ น้ำมัน และก๊าชธรรมชาติที่มีมากกว่าบริเวณแหล่งต่างๆในพื้นที่อ่าวไทยและมีคุณภาพดีกว่า ซึ่งกัมพูชาต้องการที่จะแบ่งผลประโยชน์น้ำมัน และก๊าชในบริเวณนี้ จีงพยายามอ้างอาณาเขตที่ไม่มีหลักเกณฑ์ ตามกติกาสากลหรือกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศ (Law of the Sea) ที่เป็นกรอบกฎหมายสากลที่ควบคุมการใช้ประโยชน์จากทะเล การแบ่งเขตแดนทางทะเล และสิทธิหน้าที่ของรัฐ โดยมี อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS 1982) เป็นกฎหมายหลักสูงสุด ซึ่งกำหนดเขตทางทะเล, การเดินเรือ, การอนุรักษ์ทรัพยากร, และการป้องกันมลพิษทางทะเล โดยเมื่อก่อนนี้ทางกัมพูชาไม่ได้เป็นสมาชิก แต่ปัจจุบันเข้ามาเป็นสมาชิกแล้ว แต่ก็เป็นประเทศท้ายๆ กฏหมายนี้ประเทศไทยได้ประกาศและเข้าเป็นสมาชิกแล้วมซึ่งหากเป็นเช่นนี้ กัมพูชาจะไม่มีสิทธิในพื้นที่ทางทะเลตามที่กัมพูชากล่าวอ้าง และเมื่อเป็นเช่นนี้ รัฐบาลไทยก็ไม่ต้องสูญเสียอาณาเขตทางทะเลไปให้กัมพูชารวมทั้งทรัพยากรทางทะเลที่อยู่ในพื้นที่ประเทศไทยเป็นส่วนใหญ่ร้อยละ 80 หรือ 90 ส่วนที่มีพื้นททับซ้อนกันก็มีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“ส่วนที่กัมพูชาไม่ต้องการยกเลิก และได้หารือกับรัฐบาลไทยในยุคก่อน ซึ่งผมไม่ได้สนใจว่าเป็นรัฐบาลไหนที่ร่วมเจรจาและบอกว่า จะแบ่งผลประโยชน์ในพิ้นที่ทะเลทับซ้อนคนละ 50:50 นั้น เมื่อยกเลิกแล้ว ทุกอย่างก็จบ และทั้งสองประเทศก็ต้องยึดกติกาUNCLOS 1982 เป็นหลัก ดังนั้น รัฐบาลปัจจุบันก็ต้องดำเนินการในเรื่องนี้ไปตาม กติกาของUNCLOS 1982 เท่านั้น ซี่งลักษณะก็เหมือนกับรัฐบาลไทยกับรัฐบาลมาเลเซียได้ทำข้อตกลงกันตามกติกา UNCLOS 1982 ซึ่งได้ผลประโยชน์เท่าเทียมกัน ไม่ได้มีความขัดแย้งใด ส่วนกับกัมพูชาก็น่าจะจบลงได้เช่นกัน แต่รัฐบาลต้องมีจุดยืนในผลประโยชน์ของชาติ ไม่ใช่ยินยอมไปให้ผลประโยชน์กับกัมพูชาเหมือนรัฐบาลก่อนหน้านี้“
นายกสมาคมอนุรักษ์ทรัพยากรและพิทักษ์สิ่งแวดล้อม จังหวัดตราด กล่าวอีกว่า เมื่อถึงวันนี้ กัมพูชาไม่น่าจะงอแง้หรือแถไปทางอื่นๆได้แล้ว เพราะอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามกติกาของUNCLOS 1982 เท่านั้น โดยที่ชาวตราดไม่ต้องกังวลว่า เกาะกูดจะเป็นของกัมพูขา เพราะอยู่ในประเทศไทย 100% เมื่อเป็นเช่นนี้ อาณาเขตทางทะเลด้านอำเภอเกาะกูด จะมีพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลและประเทศไทยก็จะได้ผลประโยชน์จากทรัพยากรใต้ทะเลอย่างเต็มที่ไม่ได้ไปแบ่งให้กับประเทศใดๆ








