กองอำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัดตราด (ศรชล.จว.ตราด) สนธิกำลัง 5 หน่วยงานสหวิชาชีพ นำเรือ ต.230 ออกปฏิบัติการตรวจสอบเรือบรรทุกสินค้าในทะเลบริเวณใกล้เกาะหม้อใน หลังได้รับแจ้งเบาะแสจากประชาชนในพื้นที่ถึงพฤติกรรมต้องสงสัย อาจกระทบความมั่นคง
การปฏิบัติการอยู่ภายใต้การอำนวยการของ น.อ.วุฒิฉัตร ราชรัตนรักษ์ รอง ผอ.ศรชล.จว.ตราด และ น.อ.ศุภสาร เปรมปราศรัย หน.ศคท.จว.ตราด โดยบูรณาการร่วมกับกองทัพเรือ กรมเจ้าท่า ตำรวจน้ำ และกรมศุลกากร รวม 5 หน่วยงาน ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างละเอียดเมื่อช่วงค่ำวันที่ 27 เมษายน 2569
เจ้าหน้าที่ตรวจพบเรือบรรทุกสินค้า “ส.สุภรัตน์ 2” พร้อมเรือลำเลียง “ส.สุภรัตน์ 10” และ “ส.สุภรัตน์ 12” ลากจูงอยู่บริเวณดังกล่าว ก่อนเข้าตรวจค้นกลางทะเล ผลตรวจสอบพบสินค้าน้ำตาลทรายขาวบรรจุกระสอบ รวมปริมาณกว่า 4,600 ตัน มีปลายทางส่งออกไปยังท่าเรือสีหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชา
จากการตรวจเอกสารใบขนสินค้าขาออก (Export Entry) และใบอนุญาตขนส่ง พบว่าถูกต้องครบถ้วนตามระเบียบกรมศุลกากร ไม่มีความผิดปกติด้านเอกสารแต่อย่างใด ขณะเดียวกันยังตรวจสอบลูกเรือจำนวน 7 นาย พบว่ามีเอกสารถูกต้อง ไม่พบการใช้แรงงานผิดกฎหมายหรือบุคคลแฝงขึ้นเรือ
ภารกิจสิ้นสุดในเวลา 23.30 น. เรือ ต.230 กลับเข้าฝั่งท่าเรือเอนกประสงค์คลองใหญ่โดยเรียบร้อย โดย ศรชล.ตราดยืนยันว่า แม้ไม่พบการกระทำผิด แต่การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นมาตรการเชิงป้องกัน เพื่อสร้างความมั่นใจและรักษาความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนทางทะเล
อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมจากกรมศุลกากรและ ศรชล.ภาค พบว่า การส่งออกน้ำตาลครั้งนี้สามารถดำเนินการได้ตามปกติ เนื่องจากไม่ได้มีการส่งออกจากพื้นที่ต้องห้ามตามคำสั่งกองทัพเรือ
ด้านแหล่งข่าวนักธุรกิจในจังหวัดตราดระบุว่า แม้ด่านชายแดนทางบกบางแห่งจะมีข้อจำกัด แต่การค้าระหว่างไทย–กัมพูชายังมีความต้องการสูง จึงมีการปรับรูปแบบการขนส่งผ่านประเทศที่สาม เช่น เวียดนาม และลาว ก่อนกระจายสินค้าต่อเข้าสู่กัมพูชา
แหล่งข่าวระบุเพิ่มเติมว่า แม้ต้นทุนการขนส่งจะเพิ่มขึ้นจากเดิมราว 30,000 บาทต่อเที่ยว เป็น 70,000–80,000 บาท และใช้เวลานานขึ้นจาก 1 สัปดาห์เป็นเกือบ 1 เดือน แต่ผู้ประกอบการยังจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรักษาตลาด
อย่างไรก็ตาม ภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นถูกส่งต่อไปยังผู้นำเข้าฝั่งกัมพูชา ทำให้สินค้าไทยยังคงมีการกระจายเข้าสู่ตลาดได้ต่อเนื่อง แม้ช่องทางเปลี่ยนไป
นักธุรกิจยังสะท้อนว่า แม้ธุรกิจรายใหญ่ยังพอปรับตัวได้ แต่ผู้ค้ารายย่อยและเศรษฐกิจชายแดนในพื้นที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก เนื่องจากการค้าชายแดนที่เคยคึกคักได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ ภาคเอกชนเสนอให้ภาครัฐพิจารณาแนวทางการขนถ่ายสินค้าแบบ “จุดเปลี่ยนถ่าย (Drop-off)” ใกล้ชายแดน เพื่อให้เศรษฐกิจท้องถิ่นสามารถเดินหน้าต่อได้ ควบคู่กับการควบคุมด้านความมั่นคงอย่างเข้มงวด








