มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ผนึกกำลัง หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) และ มหาวิทยาลัยกว่างซี สาธารณรัฐประชาชนจีน เดินหน้าขับเคลื่อนการแก้ปัญหาความยากจนเชิงระบบ ผ่านการเปิด “ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อขจัดความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ ไทย–จีน” มุ่งพัฒนาห่วงโซ่คุณค่า “แพะ” ครบวงจร เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัด ปัตตานี อย่างยั่งยืน
เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2569 คณะจากมหาวิทยาลัยกว่างซีได้เดินทางลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการเกษตรและปศุสัตว์ โดยได้เยี่ยมชมฟาร์มแพะของกลุ่มสหกรณ์เครือข่ายผู้เลี้ยงแพะแกะในอำเภอยะรัง พร้อมจัดเวทีวิชาการ ณ ห้องประชุมวิจารณ์ศุภกิจ
การดำเนินงานครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการนำองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้แก้ไขปัญหาความยากจนอย่างตรงจุด โดยเลือก “แพะ” เป็นสัตว์เศรษฐกิจหลัก เนื่องจากเป็นอาชีพที่ประชาชนในพื้นที่มีพื้นฐานอยู่แล้ว และสามารถต่อยอดสู่ตลาดฮาลาลและเชิงพาณิชย์ได้ในอนาคต
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรุณีวรรณ บัวเนี่ยว ระบุว่า จังหวัดปัตตานีเผชิญปัญหาความยากจนมาอย่างยาวนานจากข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและโอกาสในการประกอบอาชีพ จึงต้องเปลี่ยนแนวคิดจากการช่วยเหลือระยะสั้น ไปสู่การสร้างรายได้อย่างยั่งยืนผ่านงานวิจัยและนวัตกรรม โดยมหาวิทยาลัยจะทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อมองค์ความรู้สู่ชุมชน”
ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.เทียนทิพย์ ไกรพรม เปิดเผยว่า โครงการได้ดำเนินงานร่วมกับเกษตรกรในหลายพื้นที่ พัฒนาการเลี้ยงแพะอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์ การจัดการฟาร์ม การดูแลสุขภาพสัตว์ การป้องกันโรค รวมถึงการพัฒนาอาหารสัตว์จากวัตถุดิบท้องถิ่น เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต
ขณะเดียวกัน ความร่วมมือไทย–จีนครั้งนี้ ยังครอบคลุมการพัฒนาเทคโนโลยีสำคัญ เช่น การปรับปรุงพันธุ์และผสมเทียม การย้ายฝากตัวอ่อน การจัดการฟาร์มมาตรฐาน การพัฒนาอาหารสัตว์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร การสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมครบวงจร
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยกว่างซี ยังได้นำเสนอแนวทางการใช้วัสดุเหลือใช้ เช่น ซากดอกมะลิหมัก ที่มีโปรตีนสูงถึง 20–25% มาเป็นอาหารแพะ ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าให้ภาคการเกษตร นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการตลาด โดยเฉพาะการแก้ปัญหา “เลี้ยงได้แต่ขายไม่ได้ราคา” ผ่านการพัฒนาช่องทางตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร ความร่วมมือครั้งนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญของการเชื่อมโยงองค์ความรู้ระหว่างไทยและจีน เพื่อสร้างต้นแบบการแก้ปัญหาความยากจนที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และขยายผลสู่พื้นที่อื่นในอนาคต








