มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ร่วมจังหวัดปราจีนบุรีและภาคีเครือข่าย ลงนาม MOU โครงการถนนสายต้นไม้สวยคู่เมือง ปลูกและอนุรักษ์ต้นไม้ริมทาง 25 กม. มุ่งเพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดคาร์บอนกว่า 2,960 ตัน หนุนเศรษฐกิจท่องเที่ยวและชุมชนอย่างยั่งยืน
เมื่อวันที่ 21 เม.ย.69 ผศ.ดร.นุชนาถ มั่งคั่ง รองอธิการบดีฝ่ายการเงินและกิจกรรมพิเศษ ผู้แทนรักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี และภาคีเครือข่าย ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการสืบสานถนนสายต้นไม้สวยคู่เมืองปราจีนบุรี ระหว่างจังหวัดปราจีนบุรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 7 แห่ง ณ ห้องประชุม สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 9 สาขาปราจีนบุรี ป่านันทนาการน้ำตกเขาอีโต้ ตำบลบ้านพระ อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี โดยมี พระวชิราธิบดี ดร. เจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี ฝ่ายมหานิกาย และพระบูรพาคณาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี ฝ่ายธรรมยุติ เข้าร่วมในพิธี
ผศ.ดร.นุชนาถ มั่งคั่ง รองอธิการบดีฝ่ายการเงินและกิจกรรมพิเศษ ผู้แทนรักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า รู้สึกยินดีและขอบคุณที่ให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาเป็นส่วนหนึ่งในโครงการนี้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีองค์ความรู้ในด้านทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งจะนำองค์ความรู้วิชาการนี้สนับสนุนโครงการสืบสานถนนสายต้นไม้สวยคู่เมืองปราจีนบุรีให้มีความสวยงามอย่างยั่งยืน เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับประเทศ ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นโครงการที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ รวมถึงทางสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ฯ ร่วมมือพัฒนาโครงการให้ประสบความสำเร็จ นับเป็นความภาคภูมิใจของศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วย
ผศ.ดร.กอบศักดิ์ วันธงไชย อาจารย์คณะวนศาสตร์ กล่าวว่า โครงการถนนสายต้นไม้สวยคู่เมืองปราจีนบุรี เกิดจากการดำเนินงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐ ภาคีภาคเอกชนและประชาสังคมในการอนุรักษ์จัดการดูแลบำรุงรักษาต้นไม้ขนาดใหญ่ดั้งเดิมและปลูกต้นไม้เสริมเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์ รวมถึงจัดการป่าในเมืองเพื่อความยั่งยืน วิจัยและพัฒนาพื้นที่สีเขียวเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว การสร้างงาน สร้างอาชีพและรายได้ให้กับประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี และเพิ่มแหล่งกักเก็บคาร์บอนจากต้นไม้และพื้นที่สีเขียวให้กับจังหวัดปราจีนบุรี โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นำหลักวิชาการรุกขกรรมมาดูแลต้นไม้การปลูกการจัดการพื้นที่ร่วมกับพลังของท้องถิ่นและชุมชนเพื่อให้ก่อเกิดถนนสายต้นไม้สวยคู่เมืองปราจีนบุรี นับเป็นการปลูกอนาคตให้กับผู้คนในชุมชนและยังเป็นต้นแบบการบริหารจัดการต้นไม้สองข้างเส้นทางสัญจรด้วย
นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี กล่าวว่า โครงการสืบสานถนนสายต้นไม้สวยคู่เมืองปราจีนบุรี เป็นโครงการตามพระดำริสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ซึ่งเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างจังหวัดปราจีนบุรี กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มุ่งเน้นการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติริมทางหลวงหมายเลข 3649 (สาย 33 เดิม) เพื่อขับเคลื่อนและพัฒนางานการอนุรักษ์พัฒนาต้นไม้และพื้นที่สีเขียวโดยส่งเสริมการปลูกต้นไม้ 2 ข้างทางและปลูกต้นไม้เสริมตรงที่ว่าง อนุรักษ์ต้นไม้เอกลักษณ์ที่เป็นจุดเด่นของท้องถิ่น เสริมสร้างความร่มรื่นสวยงามและมีส่วนสำคัญช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวให้กับชุมชนสองฝั่งถนนและประชาชนของจังหวัดปราจีนบุรี ในบริเวณทางหลวงหมายเลข 33 ระหว่าง กม.151+524 (หนองชะอม) ถึง กม.176+371 (ห้วยขื่อ) ระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตร
โครงการสืบสานถนนสายต้นไม้สวยคู่เมืองปราจีนบุรี เป็นโครงการที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติริมทางหลวงหมายเลข 3649 (สาย 33 เดิม) ตลอดระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตร เพื่อสนองพระดำริของสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ในการรักษา "ถนนสายต้นไม้สวย" ให้เป็นมรดกคู่บ้านคู่เมืองและเป็นแหล่งทำกินของชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งดำเนินการโดยคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับภาคีเครือข่าย (สมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ อบต. 7 แห่ง ประกอบด้วยองค์การบริหารส่วนตำบลโคกไม้ลาย องค์การบริหารส่วนตำบลไม้เค็ด องค์การบริหารส่วนตำบลเนินหอม องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพระ องค์การบริหารส่วนตำบลดงขี้เหล็ก องค์การบริหารส่วนตำบลโนนห้อม เทศบาลตำบลโพธิ์งาม และ หน่วยงานจังหวัดปราจีนบุรี)
จุดเด่นของโครงการ คือ นำ “กล้าไม้ยางนา” จากอำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี สายพันธุ์ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริให้อนุรักษ์นำมาปลูกในโครงการนี้ เปรียบเสมือนการส่งต่อมรดกทางธรรมชาติ "จากพ่อสู่ลูก" โดยมีแผนดำเนินงานระยะที่ 1 ระหว่างปี พ.ศ. 2569 – 2572 เน้นการบริหารจัดการตามหลักรุกขกรรม ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) และมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) โดยคาดว่าจะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 2,960 ตัน ภายในระยะเวลา 10 ปี








