วันที่ 15 มิ.ย.2569 เวลา 10.30 น.ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) ของพรรคประชาชน น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการรวบรวมหลักฐานเพื่อยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีความไม่โปร่งใสในโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)ว่า เดิมทีตั้งใจจะยื่นเรื่องเมื่อมีการเปิดระบบให้ลงทะเบียน แต่ขณะนี้หากทีมสื่อสารและทีมนโยบายตรวจสอบเอกสารหลักฐานพร้อมสรรพเมื่อใด ก็พร้อมจะเดินทางไปยื่นต่อ ป.ป.ช. ทันที ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วงเวลาก่อนวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ซึ่งเป็นเส้นตายที่กระทรวงดีอีฯ ตั้งเป้าจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียน
เมื่อถามว่า ขอบเขตของการพุ่งเป้าเอาผิดในครั้งนี้จะครอบคลุมไปถึงบริษัทเอกชนที่ร่วมประมูลด้วยหรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนเข้าใจบริบทของภาคเอกชนที่ต้องทำมาหากิน และหากนโยบายรัฐเปิดช่องให้ตามน้ำ ทุกคนก็ต้องคว้าโอกาสไว้ แต่คนที่จะต้องออกมายืดอกรับผิดชอบและเป็นเป้าหมายหลักในการตรวจสอบครั้งนี้คือ ฝ่ายการเมือง ในฐานะผู้ออกนโยบาย
"งบไอที งบพัฒนาทักษะ และ AI รวม ๆ กันมูลค่ามากกว่าหมื่นล้านบาท หากรัฐบาลทำให้นโยบายเกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม อุตสาหกรรมสายไอทีในประเทศจะงอกเงยกว่านี้มาก เรื่องนี้คนที่ต้องออกมายืดอกรับคือนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี อย่าไปยืนหลบอยู่หลังปลัดกระทรวง หรือยืนหลบอยู่หลังบริษัทเอกชน ในฐานะผู้มีอำนาจเต็ม หากพบว่าอะไรไม่ถูกต้อง ต้องสั่งยกเลิกโครงการทันที อย่าไปเกรงใจใคร"
"ดิฉันเห็นท่านอนุทินสั่งเบรกมาแล้วหลายอย่าง ตั้งแต่โครงการแลนด์บริดจ์ ไปจนถึงการเปลี่ยนหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ทำไมพอเป็นเรื่องนี้ท่านกลับเงียบกริบ ท่านจะไม่กล้าแตะต้องลูกนาย หรืออย่างไร อยากจะให้คนเขาคิดแบบนั้นใช่หรือไม่"
น.ส.รักชนก กล่าวย้ำว่า ในคำร้องที่จะยื่นต่อ ป.ป.ช. นั้น จะเน้นไปที่ฝ่ายการเมืองซึ่งต้องรับผิดชอบมากที่สุด รวมถึงข้าราชการคนใดก็ตามที่ยินดี "ขายตัว" ออกมาช่วยฟอกขาวให้กับโครงการนี้ ก็จะต้องถูกดำเนินคดีร่วมด้วยทั้งหมด
ส่วนกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม กรณีมีการเปิดเผยภาพถ่ายร่วมกันระหว่าง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ นายปิยบุตร แสงกนกกุล สองแกนนำคณะก้าวหน้า กับผู้บริหารบริษัท แพลน บี (Plan B) จนทำให้เกิดความไม่เข้าใจในกลุ่มประชาชนบางส่วนนั้น น.ส.รักชนก กล่าวยืนยันหนักแน่นว่า ดราม่าเรื่องภาพถ่ายดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออุดมการณ์และการทำงานตรวจสอบของตนเองแม้แต่น้อย เพราะเป้าหมายสูงสุดคือการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ และต้องการให้พับโครงการที่ไม่โปร่งใสนี้ไปซะ การที่ตนยังคงเดินหน้าแฉข้อมูลอย่างต่อเนื่องในวันนี้ คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดแล้วว่าพรรคประชาชนไม่ได้ปิดตาข้างเดียว
"ถ้าประชาชนในประเทศนี้ได้รับข้อมูลว่า คุณปิยบุตร หรือ คุณธนาธร มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการไหนในภาครัฐ มีพฤติกรรมไปล็อกสเป็ก หรือปั้นโครงการเอื้อประโยชน์ให้ใคร สามารถส่งหลักฐานมาให้ดิฉันได้เลย ยืนยันว่าจะจัดการและยื่น ป.ป.ช. ให้แน่นอน เราดำเนินการด้วยมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคนในหรือคนนอก" น.ส.รักชนก กล่าว








