ข่าวภูมิภาค

สตูลคืนชีพท้องทะเล! วาง "ซั้งกอ" สร้างบ้านปลา 1,500 ต้น พลิกโฉม "ตันหยงโป" สู่ต้นแบบท่องเที่ยวชุมชนยั่งยืน

แชร์ข่าว

ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น "ทางรอด" ของชาวประมงพื้นบ้านอาจไม่ได้หมายถึงการออกเรือไปให้ไกลกว่าเดิม แต่คือการสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กลับมาอยู่ "หน้าบ้าน" ของตนเอง

 

วันที่ 16 เมษายน 2569 ณ ลานกั้งยักษ์  บ้านทรายยาว  ต.ตันหยงโป จ.สตูล ภาพของเรือประมงที่บรรทุกโครงสร้างภูมิปัญญาชาวบ้านที่เรียกว่า "ซั้งกอ"หรือ "บ้านปลา" ทยอยเคลื่อนตัวออกสู่ท้องทะเลอันดามัน คือสัญญาณเริ่มต้นของการฟื้นฟูทรัพยากรครั้งใหญ่ ภายใต้การนำของนายคณิต คงช่วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ร่วมกับสำนักงานประมงจังหวัดสตูล เครือข่าย พสบ.สตูล  และอบต.ตันหยงโป

 

ในยุคที่น้ำมันแพงชาวประมงขนาดเล็กไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายในการออกเรือไปไกลๆ ได้ การจัดวางซั้งกอจำนวน 1,500 ต้น ครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอชายฝั่งของสตูล (เมืองสตูล, ท่าแพ, ทุ่งหว้า และละงู) จึงเป็นกลยุทธ์ที่ "ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว"

 

 นายสามารถ พันธ์นาค ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ต.ตันหยงโป เผยถึงความสำคัญว่า "ซั้งกอคือบ้านปลาที่ทำให้ชาวบ้านไม่ต้องไปไกล ขับเรือออกไปแค่กิโลเดียวก็มีปลาให้จับ เซฟค่าน้ำมันไปได้เยอะ บางครั้งได้ปลาอินทรีย์หรือปลามงตัวเดียวก็คุ้มทุนแล้ว เพราะราคาปลาตอนนี้กิโลละเกือบ 200 บาท การทิ้งซั้งกอแค่ 5 วัน ปลาหลากหลายชนิดก็เริ่มเข้าอาศัยแล้ว"

 

 ความน่าสนใจของการจัดวางซั้งกอในครั้งนี้ ไม่ได้หยุดอยู่แค่การประมง แต่คือการต่อยอดสู่ "ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวชุมชนตำบลตันหยงโป" เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มชาวมาเลเซียที่หลงใหลในความสดของอาหารทะเล

 

 นายชวรณ สุธาพาณิชย์ ประธาน พสบ.สตูล( หลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร จังหวัดชายแดนภาคใต้) การร่วมผลักดันกิจกรรมในครั้งนี้ ให้มุมมองเรื่องการท่องเที่ยวว่า กิจกรรมใหม่ นอกจากชมวิวทิวทัศน์แล้ว นักท่องเที่ยวสามารถ "ล่องเรือตกปลาชุมชน" เช่น ปลาทราย หรือปลาเก๋าขนาดเล็ก ในเขตทะเลตื้นที่ไม่ขวางทางเดินเรือ

 

 ราคาที่จับต้องได้ ชุมชนมีบริการเช่าเรือนำเที่ยวในราคาประมาณ 1,500 บาท (หาร 5 คน ตกคนละ 300 บาท) ซึ่งสร้างรายได้เสริมโดยตรงให้ครัวเรือน

 

จุดขาย Soft Power  ตันหยงโปโดดเด่นเรื่อง"กั้ง ปู และปลาสด" จากเรือประมงพื้นบ้านที่นำมาเสิร์ฟในราคาเป็นกันเอง กลายเป็นจุดเช็คอินที่นักท่องเที่ยวต้องมาลิ้มรส

 

 โจทย์ใหญ่ของโครงการนี้คือ "ความยั่งยืน" เนื่องจากซั้งกอที่ทำจากใบมะพร้าวมีอายุการใช้งานจำกัด (ประมาณ 3 เดือน) ทางจังหวัดและชุมชนจึงวางแผนงานต่อเนื่องการเติมซั้งกอทุกปี เพื่อรักษาปริมาณสัตว์น้ำให้คงที่และเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ

 

 การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำกุ้งแชบ๊วยกว่า 100,000 ตัว เพื่อเพิ่มประชากรในระบบนิเวศ

 

การท่องเที่ยวเสนอทางเลือกให้นักท่องเที่ยวที่มีกำลังทรัพย์สามารถร่วม "ปล่อยปะการังเทียมขนาดเล็ก" เพื่อเป็นที่ระลึกและสร้างกุศลทางสิ่งแวดล้อม

 

โมเดลของตันหยงโปในวันนี้ คือภาพสะท้อนของการบริหารจัดการทรัพยากรที่กินได้จริง เมื่อท้องทะเลอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านมีอาหารเหลือเฟือสำหรับบริโภคและจำหน่าย และเมื่อชุมชนแข็งแกร่ง การท่องเที่ยวที่ตามมาก็จะกลายเป็นกำไรที่ยั่งยืน

 

"ตันหยงโป"จึงไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่คือสถานีแห่งความสุขที่พร้อมต้อนรับทุกคนด้วยรอยยิ้ม และรสชาติความสดจากท้องทะเลอันดามันอย่างแท้จริง

 

ภูมิภาค82

แชร์ข่าว