เกษตรอำเภอทุ่งหว้า นำทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ติดตามความสำเร็จเกษตรกรต้นแบบบ้านท่าอ้อย โชว์ผลงานสองตายายสู้ชีวิต พลิกผืนดินลูกรังเสื่อมโทรมเพียง 1 ไร่ ให้กลายเป็นแปลงผักปลอดภัย สร้างรายได้มั่นคงกว่า 10,000 บาทต่อเดือน พิสูจน์ชัด "อายุเป็นเพียงตัวเลข" หากมีการวางแผนจัดการที่ดี
วันที่ 10 เม.ย.69 สำนักงานเกษตรอำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล ได้ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานของ นายโบ้ย ควนข้อง (อายุ 75 ปี) และ นางย่าโล้ย ควนข้อง (อายุ 67 ปี) สองสามีภรรยาเกษตรกรตัวอย่าง ณ บ้านท่าอ้อย หมู่ที่ 1 ตำบลทุ่งหว้า ที่ตัดสินใจวางมือจากการทำสวนยางพารา มาเน้นการทำเกษตรแบบประณีตในพื้นที่ข้างบ้านจนประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
นางย่าโล้ย เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เนื่องจากพื้นที่เดิมเป็นดินผสมหินสภาพเสื่อมโทรม แต่ด้วยความอดทนจึงใช้เวลากว่า 6 เดือน ในการไถพรวนและคัดแยกหินก้อนใหญ่ไม่ออก พร้อมบำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ ทั้งมูลวัว มูลแพะ และน้ำหมักชีวภาพ จนดินกลับมามีความสมบูรณ์อีกครั้ง ก่อนจะแบ่งพื้นที่ 1 ไร่อย่างเป็นระบบ โดย 0.5 ไร่แรกปลูกผักอายุสั้นเพื่อสร้างรายได้รายวัน และอีก 0.5 ไร่ปลูกผักอายุยาวเพื่อรายได้ที่ต่อเนื่อง
สิ่งที่ทำให้ผลผลิตของสองตายายโดดเด่นคือการนำหลัก การควบคุมศัตรูพืชแบบผสมผสาน (IPM) มาใช้ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เกษตร เน้นการเขตกรรมเป็นหลัก ตั้งแต่การตากดินกำจัดเชื้อโรค ไปจนถึงการปลูกพืชหมุนเวียน 14 ร่อง เพื่อตัดวงจรศัตรูพืช ส่งผลให้ลดการใช้สารเคมีและได้ผลผลิตที่ปลอดภัย 100%
สำหรับการตลาด ทั้งคู่เลือกใช้กลยุทธ์ “คุณภาพดี ราคาเข้าถึงง่าย” โดยเน้นขายมัดละ 10 บาท วันละประมาณ 40-60 ชุด ทยอยเก็บเกี่ยวสลับแปลงเพื่อป้องกันสินค้าล้นตลาด ทำให้มีรายได้หมุนเวียนเข้าบ้านมากกว่าหมื่นบาทต่อเดือน
"เราใช้เวลาช่วงเช้า 05.00 - 09.00 น. และช่วงเย็นของทุกวันดูแลสวน เหมือนได้ออกกำลังกาย ได้ของสดไว้กินเอง เหลือขายก็ได้เงินเก็บ" นางย่าโล้ย กล่าวพร้อมรอยยิ้ม
ด้านสำนักงานเกษตรอำเภอทุ่งหว้า ระบุว่า เรื่องราวของนายโบ้ยและนางย่าโล้ยถือเป็นโมเดล Smart Farmer ที่ทรงพลัง สะท้อนให้เห็นว่าความรู้ทางการเกษตรสมัยใหม่ เมื่อรวมกับความมุ่งมั่นและความเก๋าประสบการณ์ สามารถเปลี่ยนอุปสรรคทางกายภาพของที่ดินให้กลายเป็นแหล่งรายได้ที่ยั่งยืน และเป็นแรงบันดาลใจให้เกษตรกรสูงวัยคนอื่นๆ ในจังหวัดสตูลได้อย่างดียิ่ง







