สมาคมไมซ์อีสานวอนรัฐ อัดยาแรงกระตุ้นภาพรวมทางเศรษฐกิจการประชุมสัมนาและแสดงนิทรรศการตลอดทั้งปี 69 พร้อมเสนอมาตรการเคลมดับเบิ้ลแท๊กซ์ 200% ดึงทุกหน่วยงานจัดงานในภาคอีสานตลอดทั้งปี เพราะขณะนี้ผู้ประกอบการแบกรับต้นทุนแทบจะไม่ไหวแล้ว
เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 9 เม.ย.2569 ที่โรงแรมเดอะเฮอริเทจ ขอนแก่น นายอภิชาติ สินธุมา นายกสมาคมการค้าอุตสาหกรรมไมซ์ภาคอีสาน ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่ จ.ขอนแก่น ว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ความไม่สงบในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบกับนานาประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับสถานการณ์ด้านน้ำมันที่เป็นหัวใจหลักของภาคอุตสาหกรรม การค้าและการลงทุนอย่างมาก
โดยเฉพาะกับราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และประสบปัญหาขาดแคลนในบางช่วง ซึ่งขณะนี้ผู้ประกอบการการค้าอุตสาหกรรมไมซ์ภาคอีสาน มีภาระด้านต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ขณะที่การประชุมสัมมนา การจัดแสดงนิทรรศการ งานอีเว้นท์ ต่างๆก็หยุดชะงัก หลายบริษัทต้นทุนสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดยกตัวอย่างเช่นวงดนตรีหมอลำ ที่เดิมต้นทุนด้านการขนส่งและราคาน้ำมัน ต่องานจะอยู่ที่ประมาณ 50,000-60,000 บาท แต่มาขณะนี้ราคาด้านการขนส่งขยับมาที่ 100,000-150,000 บาท เช่นเดียวกันกับผู้ประกอบการด้านการประขุมสัมมนา อีเว้นท์และการจัดแสดงนิทรรศการต่างๆ ที่มีต้นทุนในด้านต่างๆเพิ่มขึ้น จึงได้มีการหารือกันในการปรับแผนการดำเนินงานเพื่อบริหารจัดการต้นทุนอีกครั้ง
“โควิดเราประสบปัญหาในด้านต่างๆกันทั้งประเทศ พอกำลังจะฟื้นก็มาเจอกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งรัฐบาลก็พยายามที่จะเร่งกำหนดมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการในด้านต่างๆ แต่ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ไม่สามารถที่จะคาดการณ์ว่าต่อไปจะเป็นอย่างไร เพราะผุ้ประกอบการไมซ์ ที่เกี่ยวเนื่องกับการจัดงานอีเว้นท์ การประชุมสัมมนา การแสดงนิทรรศการและการจัดกิจกรรมต่างๆนั้นเป็นการบริการและผู้ประกอบการเฉพาะกลุ่ม
จึงขอเสนอให้รัฐบาลได้พิจารณาอัดยาแรงกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับกลุ่มธุรกิจไมซ์โดยเฉพาะโดยเฉพาะมาตรการด้านภาษีตลอดทั้งปี 2569 สำหรับการจัดงานในภาคอีสานที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200% สำหรับข้อเสนอมาตรการสำคัญ เช่น การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในรูปแบบ “หักลดหย่อน 200%”
ควรพิจารณาว่าจะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มใดเป็นหลัก เช่น ผู้จัดงาน หรือผู้เข้าร่วมแสดงสินค้า ดังนั้น จึงควรมีการออกแบบมาตรการให้สอดคล้องกับบริบทของผู้ประกอบการในพื้นที่มากยิ่งขึ้นรวมทั้งกับการทำการตลาดเฉพาะกลุ่มให้กับเมืองรอง หรือเมืองไมซ์ตามที่รัฐบาลกำหนด”
นายอภิชาติ กล่าวต่อว่า รวมทั้งการเชื่อมโยงธุรกิจการค้าไทย-ลาว-เวียตนาม-จีนด้วยอัตลักษณ์ของภาคอีสานและเมืองชายแดนที่มีศักยภาพที่จะนำไปสู่การจัดงานประชุม สัมมนา นิทรรศการและการเจรจาธุรกิจข้ามพรมแดน ที่ทุกฝ่ายจะร่วมอำนวยความสะดวกและเชื่อมต่อการค้าด้านอุตสาหกรรมไมซ์ในกลุ่มอินโดจีนได้ ขณะเดียวกันการลงทุนระยะยาว ที่จะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของภูมิภาคในการเป็นศูนย์กลางจัดงานที่ทันสมัยและยั่งยืน
โดยที่ผู้ประกอบการสามารถที่จะสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ ทั้งรูปแบบของแพลตฟอร์มข้อมุลการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ,ระบบติดตามคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของงานหรือการลาดเชิงวัฒนธรรมที่ใช้เอไอ อย่างไรก็ตามภาวะวิกฤติที่เกิดขึ้นจะเป็นจุดเปลี่ยนของโครงสร้างอุตสาหกรรมไมซ์ของภาคอีสาน ที่แม้ภาวะต้นทุนจะสูงขึ้นมากแต่ข้อเสนอทั้งหมดจะส่งผลให้ธุรกิจไมซ์อีสานนั้นแข็งแรง ยืดหยุ่นและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวต่อไป
อย่างไรก็ตามสมาคมฯยังได้ จัดทำหนังสือเปิดผนึกข้อเสนออย่างเป็นทางการ ซึ่งประกอบด้วยการสรุปปัญหา ผลกระทบ และแนวทางแก้ไขที่ชัดเจน เพื่อยื่นตรงต่อหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) หรือรัฐมนตรีที่กำกับดูแล








