วันที่ 22 พ.ค.69 ณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ณัฏฐ์ มงคลนาวิน
จากประเด็นที่สังคมกำลังให้ความสนใจ กรณีคณะองคมนตรี 9 ท่าน เข้าร่วมประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ
หากเราตัดเสียงโต้เถียงเชิงวาทกรรมทางการเมืองออกไป แล้วมองผ่านเลนส์ของ "นักวิเคราะห์ยุทธศาสตร์สังคม" เราจะพบมิติด้านโครงสร้างเชิงระบบ และประโยชน์สาธารณะที่น่าสนใจอย่างยิ่งครับ
1. หน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ: อยู่เหนือการเมือง แต่หนุนเสริมประโยชน์ประชาชน
หากเราเปิดดู รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 (หมวด 4) จะพบขอบเขตหน้าที่ที่ชัดเจนว่า คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวง และตามกฎหมายแล้วท่าน "ต้องไม่ฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใดๆ"
ดังนั้น ในมิติเชิงโครงสร้าง องคมนตรีไม่มีอำนาจสั่งการเชิงบริหาร ไม่มีอำนาจอนุมัติงบประมาณแผ่นดิน แต่อยู่ในฐานะผู้เชื่อมโยงข้อมูลและความห่วงใย เพื่อให้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงอย่างภาครัฐนำไปขับเคลื่อนต่อ
2. ข้อเท็จจริงเชิงปฏิบัติ: "วาระปกติ" ในการเกาะติดพื้นที่และขับเคลื่อนงานน้ำ
ในความเป็นจริง การทำงานร่วมกันระหว่างองคมนตรีและกลไกส่วนภูมิภาค (ผู้ว่าราชการจังหวัด และ ปภ. พื้นที่) เป็น "กลไกปกติที่ทำมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน"
ปี 2561-2562: ในช่วงวิกฤตภัยแล้งและน้ำท่วม คณะองคมนตรีก็ได้เข้าร่วมประชุมและติดตามการดำเนินงานร่วมกับกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) มาโดยตลอด
คณะองคมนตรีจะได้รับแต่งตั้งเป็นคณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริแยกตามรายภาค (เหนือ อีสาน กลาง ใต้) ท่านจึงทำหน้าที่ลงพื้นที่สนามจริง ติดตามความคืบหน้าของอ่างเก็บน้ำ โครงการชลประทาน และระบบแก้มลิงต่างๆ ทั่วประเทศตลอดทั้งปี พร้อมทั้งรับฟังรายงานสถานการณ์น้ำท่วม-น้ำแล้งจากข้าราชการในพื้นที่เป็นวาระปกติอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น
3. "ความจำเชิงสถาบัน" (Institutional Memory) สะพานเชื่อมศาสตร์พระราชา
ในมิติด้านยุทธศาสตร์สังคม ฝ่ายบริหารหรือนักการเมืองอาจมีการปรับเปลี่ยนไปตามวาระการเลือกตั้ง แต่การขับเคลื่อนงานพระราชดำริเกี่ยวกับน้ำมีลักษณะเกาะติดพื้นที่และต่อเนื่อง องคมนตรีจึงเป็นกลุ่มคนที่เห็นพัฒนาการและความเป็นไปของระบบน้ำในพื้นที่จริงมาโดยตลอด จนเกิดเป็น "ความจำเชิงสถาบัน" ที่ลึกซึ้ง
สิ่งที่เกิดขึ้นในการประสานงานและการแบ่งปันข้อมูล จึงเป็นการนำ "ฐานข้อมูลและประสบการณ์" จากโครงการพระราชดำริทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโมเดลการกักเก็บ การชะลอ หรือการผันน้ำ มาเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญให้รัฐบาลนำมาเชื่อมโยงกับกลไกและเทคโนโลยีปัจจุบัน (เช่น ข้อมูลดาวเทียมของ ปภ.) เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำท่วม-น้ำแล้งตอบโจทย์ประชาชนในพื้นที่แห้งแล้งซ้ำซากได้อย่างแม่นยำที่สุด
มุมมองทางยุทธศาสตร์ โดย ณัฏฐ์ มงคลนาวิน
การเมืองเปลี่ยนผ่านไปตามวาระ แต่การบริหารจัดการภัยพิบัติเพื่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นเรื่องที่ต้องทำตลอดเวลา
เมื่อหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญดำเนินไปอย่างถูกต้อง กลไกการทำงานร่วมกันมุ่งเน้นไปที่การบูรณาการข้อมูล และ "ศาสตร์พระราชา" ถูกนำมาเชื่อมโยงหนุนเสริมระบบของภาครัฐอย่างถูกที่ถูกเวลา ผลลัพธ์สูงสุดที่ได้จึงไม่ใช่เรื่องของภาพลักษณ์ทางการเมือง แต่คือความปลอดภัยและเสถียรภาพในชีวิตของประชาชนคนไทยทุกคนครับ








