วันที่ 8 เมษายน 2569 จากกรณีที่ เกิดเหตุสะเทือนใจผู้ปกครอง เมื่อครูสอนพิเศษรายหนึ่งก่อเหตุใช้โทรศัพท์มือถือฟาดศีรษะเด็กนักเรียนชายวัย 7 ขวบจนได้รับบาดเจ็บ อ้างหงุดหงิดอากาศร้อนเนื่องจากเด็กทำแบบฝึกหัดผิด ด้านพ่อเด็กไม่ยอมความ เข้าแจ้งความดำเนินคดี พร้อมเผยมีผู้ปกครองรายอื่นแฉพฤติกรรมทำร้ายเด็กมาก่อน
ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังบ้านพักของนางจิตพิมาน (สงวนนามสกุล) หรือครูจิตร อายุ 50 ปี ซึ่งเปิดเป็นสถานที่สอนพิเศษ ในช่วงปิดเทอม โดยครูจิตร เล่าว่า ในวันเกิดเหตุนั้น ตนเองเตือนเด็ก เนื่องจากว่าน้องสกาย เป็นเด็กกึ่งสมาธิสั้น ไม่นิ่ง ตนเองได้เตือนไปและบอกให้ทำงาน และเมื่อเห็นพวกพี่ๆส่งงานหรือเดิน สมาธิน้องก็จะหลุด และจะมอง ไม่ยอมทำงาน ในวันเกิดเหตุนั้นน้องสกายจะนั่งอยู่ใกล้ๆกับตนเอง ส่วนที่โทรศัพท์ไปโดนที่หัวเด็กแตกนั้นเกิดจาว่าตนเองเตือนน้องว่าไม่ทำงาน และเด็กเกิดอาการปี๊ดใส่ ตนเองจึงได้หยิบโทรศัพท์ที่ไม่ได้ใส่เคสไปเคาะนิดๆที่หัว ประกอบกับเด็กหลบทำให้โทรศัพท์กระแทกไปที่หัว ซึ่งตนเองก็ไม่ได้ตั้งใจ เป็นเพียงต้องการสะกิดให้หยุด เพราะมือตนเองก็ตรวจงานเด็กคนอื่นๆไปด้วย ซึ่งที่ผู้ปกครองบอกว่าเด็กทำวิชาภาษาไทยผิดไป 3 ข้อนั้น ไม่ใช่เนื่องจากว่าเมื่อวานเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ส่วนเรื่องที่กล่าวว่านเองดึงหูเด็กไปทำแผลนั้น ตนเองเพียงแค่ดึงเสื้อเด็กให้นั่ง และนำอุปกรณ์มาทำแผลให้
ส่วนเรื่องที่ว่าตนเองเป็นคนขี้โมโหนั้น ตนเองยอมรับว่าตนเองเป็นคนโมโหง่ายจริงๆ และลงไว ซึ่งก็แล้วแต่คน ส่วนการทุบหลังนั้นตนเองเพียงแค่สะกิดเตือน และตนเองเป็นคนที่เสียงดัง ซึ่งเด็กแต่ละคนแต่ละรุ่นไม่เหมือนกัน เด็กแต่ละคนจะมีภาวะติดจอ ส่วนเรื่องที่ว่าตนเองเสนอเงินค่าทำขวัญให้ 500 บาทนั้น ตนเองบอกว่าจะช่วยค่าสินไหมที่จ่ายคืนค่าเรียนมาให้เป็นค่าสินไหม โดยคืนให้ 500 บาท ซึ่งทางผู้ปกครองเด็กขอมา 10,000 บาท ตนเองบอกไปว่าไม่มีหรอกค่ะ ถ้าอยากได้มากกว่านี้ก็ไปฟ้องเอาเนื่องจากว่าตนเองก็ไม่มี ครูจิตร กล่าวเสริมว่า ตนเองยอมรับผิด ที่ทำลงไปโดยไม่ได้ตั้งใจ และพร้อมที่จะไกล่เกลี่ย แต่ถ้าเรียกเงินมาตนเองก็ไม่มี
ด้านนางปพิชญา (สงวนนามสกุล) อายุ 49 ปี แม่น้องสกาย เผยว่า ตนเองยอมรับว่าลูกตนเองเป็นเด็กสมาธิสั้น แต่ไม่เยอะ จะไม่ค่อยนิ่ง หลังจากที่ตนเองได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากสามี ก็รีบไปรับกลับมาบ้าน แต่ความรู้สึกขอลูกตนเองนั้นตอนแรกไม่กล้าร้องแต่พอเห็นตนเองลูกก็ร้องออกมา ตัวสั่น ซึ่งถ้าครูจะไกล่เกลี่ยนั้นตนเองไม่เอา ซึ่งก่อนหน้านี้ก็รู้สึกสงสารครูเนื่องจากว่าเห็นอยู่คนเดียว แต่พอรู้จากเด็กข้างบ้านที่ไปเรียนด้วยเล่าให้ฟังว่า สกายหัวแตกยังไม่พอยังดึงหูลูกตนเองไปล้างแผล ทำให้ตนเองรู้สึกจุกอยู่ในอก ซึ่งลูกตนเองยังเจ็บอยู่ทำไมต้องเอามือดึงหูไปทำแผลด้วย แทนที่จะจับมือไป ตนเองเองรู้สึกโมโหมาก
ผู้ปกครองรายหนึ่งซึ่งเคยส่งบุตรชาย 2 คนไปเรียนพิเศษกับครูคนดังกล่าว เปิดเผยว่า จากประสบการณ์ที่ลูกเล่าให้ฟัง พบว่าครูมีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงในการสอน หากเด็กตอบคำถามไม่ได้หรือทำแบบฝึกหัดผิด มักจะถูกลงโทษด้วยการทุบตี หยิกหู หรือแม้กระทั่งใช้ปากกาจิ้มศีรษะ ซึ่งตนเองสังเกตเห็นบาดแผลตามร่างกายลูกเป็นประจำ ทั้งรอยช้ำและรอยจิ้มบริเวณหนังศีรษะ โดยลูกยืนยันว่าเกิดจากการกระทำของครู
นอกจากนี้ ยังมีพฤติกรรมบังคับให้เด็กกินอาหารบางอย่างในห้องเรียน เช่น มะเฟืองจิ้มกะปิ ทั้งที่เด็กหลายคนไม่รู้จักและไม่ชอบ แต่ถูกสั่งให้กินโดยห้ามคายออก หากไม่ทำตามก็จะถูกทำโทษรุนแรง บางครั้งถึงขั้นถูกตีจนอาเจียน และต้องทำความสะอาดเอง ผู้ปกครองระบุว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน แม้ตนจะเคยพูดคุยตักเตือนครู โดยขอให้หลีกเลี่ยงการทำร้ายบริเวณศีรษะ แต่ลูกก็ยังคงถูกกระทำในลักษณะเดิมซ้ำอีก
ท้ายที่สุด เมื่อเห็นว่าลูกไม่สามารถทนต่อสภาพดังกล่าวได้ จึงตัดสินใจพาออกจากการเรียน แม้เหตุการณ์จะผ่านมาแล้วราว 3 ปี แต่จากข้อมูลที่ได้รับ ทราบว่าพฤติกรรมของครูยังคงไม่เปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองยอมรับว่า เหตุผลที่เคยเลือกส่งลูกไปเรียน เนื่องจากครูมีวิธีการสอนที่ทำให้เด็กเข้าใจบทเรียนได้รวดเร็ว โดยมักสอนเนื้อหาเกินระดับชั้น เช่น นักเรียนชั้น ป.2 แต่เรียนเนื้อหาล่วงหน้าระดับ ป.3 ส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการทางการเรียนดีขึ้น และสามารถนำความรู้ไปใช้สอบแข่งขันได้ ทั้งนี้เคยรู้ข่าวมาว่าครูคนนี้เคยสอนอยู่ที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งใน จ.สระบุรี สอนให้เด็กเขียน ก.ไก่ ข.ไข่ แล้วเด็กเขียนไม่ได้ ครูก็ลงมือทุบตีเด็ก ซึ่งผู้ปกครองเห็นพฤติกรรมจึงไปแจ้งกับ ผอ.โรงเรียน ทางโรงเรียนจึงได้ให้ลาออก
ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ เผยว่า หลังจากที่พ่อของเด็กได้เข้ามาแจ้งความไว้แล้วนั้น ตอนนี้ให้เด็กไปตรวจร่างกาย ซึ่งยังคงต้องรอผลตรวจจากแพทย์ และรวบรวมพยานหลักฐานจากนั้นจะเรียกคู่กรณีมาตกลงกัน ซึ่งถ้าตกลงกันไม่ได้ก็จะได้แจ้งจองกล่าวหา
ข่าวภูมิภาค
คืบหน้าครูใช้มือถือฟาดหัวเด็ก 7 ขวบ ยอมรับโมโหง่าย อ้างไม่ได้ตั้งใจ ผู้ปกครองไม่ยอมความ
แชร์ข่าว
ข่าวแนะนำ
แชร์ข่าว








