วันที่ 7 เม.ย. 69 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตลาดนัดคลองถม แยกดูโฮมสุรินทร์ ตำบลสลักได อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ เพื่อสำรวจราคาสินค้า หลังราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องไม่หยุด โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่ทะยานแตะระดับ 50 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ค่าครองชีพพุ่งสูง พบว่าบรรยากาศตลาดที่เคยคึกคักไปด้วยผู้คนที่มาจับจ่ายซื้อของกินของใช้ กลับเงียบเหงาและลดลงอย่างเห็นได้ชัด ประชาชนรัดเข็มขัด ประหยัดค่าใช้จ่ายทุกทางท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่
พ่อค้าแม่ขายส่วนใหญ่ในตลาดต่างสะท้อนเป็นเสียงเดียวกันว่า ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นแทบทุกวัน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการค้าขาย ลูกค้าที่เคยมาซื้อประจำหายไปจำนวนมาก เพราะต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น ผู้สื่อข่าวได้สอบถามกลุ่มพ่อค้าแม่ขายที่กำลังเผชิญปัญหาเต็ม ๆ พวกเขาย้ำว่าหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป อาจต้องหยุดขายของและหันไปหาอาชีพอื่น เพราะต้นทุนพุ่งสูงแต่รายได้กลับลดฮวบ
นายสมชาย ยงยุทธ อายุ 50 ปี พ่อค้าขายผลไม้ เปิดเผยว่า ช่วงนี้ตนได้รับผลกระทบหนัก เพราะต้องใช้รถไปรับและขนส่งผลไม้มาขายที่ตลาด น้ำมันแพงขึ้นเมื่อวานนี้เติมลิตรละกว่า 51 บาท แถมราคาผลไม้ต้นทางก็ปรับตัวตาม แต่ตนเองไม่กล้าขึ้นราคาขาย เพราะเกรงลูกค้าประจำจะหายไปทันที “ช่วงนี้หลายคนไม่ใช้เงิน ต้องเก็บออมไว้ใช้ยามลำบาก” ในแต่ละรอบที่รับผลไม้มาขายลงทุนหลักแสนบาท แต่ก่อนขายหมดภายในไม่ถึง 2 วัน ตอนนี้ผลไม้เหลือบาน บางตะกร้าเริ่มเหี่ยวเฉาเพราะอากาศร้อน หากเน่าเสียก็ต้องทิ้งขาดทุนหนัก “ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปคงไม่ไหว ต้องหยุดขาย เพราะขายไปยิ่งขาดทุนเข้าเนื้อ” นายสมชายกล่าวด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้า
ด้านคุณแป๋ม อายุ 39 ปี แม่ค้าขายปลาทู บอกว่า การทำมาหากินทุกอย่างลำบากและเงียบเหงากว่าเดิมมาก ราคาวัตถุดิบทุกชนิดปรับขึ้นตามน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นราคาปลาทู กล่องโฟม หรือเทปห่อของ แต่ตนเองไม่กล้าปรับราคาขาย เพราะกลัวลูกค้าจะไม่เข้าร้าน กำไรที่ได้จึงบางลงทุกวัน “ขายได้ก็เอาไปเติมน้ำมันรถวิ่งตามตลาดนัด แถมบางวันขายได้น้อยจนกำไรไม่พอแม้แต่ค่าของ บางครั้งไม่ได้อะไรเลย” พร้อมฝากถึงนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งดูแลและแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันโดยด่วน เพื่อไม่ให้พ่อค้าแม่ขายรายย่อยล้มละลายและประชาชนทั่วไปเดือดร้อนหนักยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีก








