ข่าวภูมิภาค

วิกฤตน้ำมันลามเศรษฐกิจน่าน! หอการค้าฯ เตือนต้นทุนพุ่ง ขนส่งสะดุด ยอดขายดิ่งกว่า 50% เสี่ยงทรุดยาวทั้งปี

แชร์ข่าว

นางสาววัชรี พรมทอง ประธานหอการค้าจังหวัดน่าน เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ผันผวนและภาวะน้ำมันขาดแคลนในพื้นที่ว่า ขณะนี้ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในจังหวัดน่านอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วง 2–3 สัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องเผชิญปัญหาการเติมน้ำมันที่ใช้เวลานาน บางสถานีบริการจำกัดวงเงินเติมเพียง 500 บาทต่อครั้ง ส่งผลให้ต้องต่อคิวเฉลี่ยมากกว่า 1 ชั่วโมงต่อครั้ง และต้องวนเติมหลายปั๊ม ทำให้ต้นทุนแฝงเพิ่มขึ้นทั้งด้านเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ

ผลกระทบจากน้ำมันไม่ได้หยุดเพียงต้นทุนการเดินทาง แต่ยังลุกลามไปสู่ระบบขนส่งสินค้า โดยผู้ประกอบการระบุว่า ปัจจุบันการขนส่งสินค้าจากกรุงเทพฯ มายังจังหวัดน่านล่าช้ากว่าปกติ จากเดิมใช้เวลาเพียง 1 วัน กลายเป็น 4–5 วัน เนื่องจากรถขนส่งต้องรอให้บรรทุกสินค้าเต็มคันจึงจะคุ้มค่าต้นทุนการเดินรถ ส่งผลให้วัตถุดิบหลายชนิดเริ่มขาดแคลน โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากภายนอก เช่น กลุ่มสมุนไพรและสินค้าแปรรูป ซึ่งบางรายเริ่มไม่สามารถผลิตสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง



นอกจากนี้ ต้นทุนการผลิตยังเพิ่มขึ้นจากราคาวัตถุดิบ โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับพลาสติก ซึ่งปรับราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว บางรายการเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ผู้ประกอบการหลายรายได้รับแจ้งปรับราคาจากโรงงานภายในเวลาเพียง 1 สัปดาห์ สะท้อนให้เห็นว่าต้นทุนการผลิตกำลังปรับตัวขึ้นตามราคาพลังงานแบบเรียลไทม์ ขณะเดียวกัน ธุรกิจขนส่งเอกชนได้ปรับค่าบริการเพิ่มขึ้นกว่า 30% เช่น ค่าขนส่งสินค้าจากเดิม 45 บาท เพิ่มเป็น 65 บาท ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมากอาจจำเป็นต้องปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10–20% เพื่อความอยู่รอด สถานการณ์น้ำมันยังส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างชัดเจน ประชาชนลดการเดินทาง ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัว ร้านค้าหลายแห่งมียอดขายลดลงมากกว่า 50% โดยเฉพาะร้านกาแฟ ร้านของฝาก และธุรกิจริมทางที่พึ่งพาการเดินทางของประชาชน อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือผลกระทบต่อภาคการเกษตร โดยเฉพาะผลผลิตตามฤดูกาล เช่น มะม่วง ซึ่งกำลังจะออกสู่ตลาด แต่กลับมีพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อน้อยลง เนื่องจากต้นทุนการขนส่งสูง ทำให้มีแนวโน้มเกิดภาวะผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ ซึ่งจะซ้ำเติมรายได้ของเกษตรกรในพื้นที่



ประธานหอการค้าจังหวัดน่านประเมินว่า หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายภายใน 1 เดือน อาจทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวยาวทั้งปี และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคฟื้นกลับมาได้ยาก แม้ภาครัฐตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ไว้ที่ 2.5% แต่จากสถานการณ์ปัจจุบันคาดว่าอาจทำได้เพียง 1.5% เท่านั้น

ทั้งนี้ ภาคธุรกิจเสนอให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเรื่อง “การมีน้ำมันใช้ให้เพียงพอ” มากกว่าการควบคุมราคา โดยประชาชนไม่ได้กังวลเรื่องราคาที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเท่ากับความกังวลว่าจะไม่มีน้ำมันใช้ นอกจากนี้ยังเสนอให้เร่งพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือก และใช้วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างด้านพลังงานของประเทศ



สำหรับภาคธุรกิจเอง จำเป็นต้องเร่งปรับตัว ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น และบริหารจัดการโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การรวมกลุ่มในลักษณะคลัสเตอร์ เพื่อสั่งสินค้าให้เต็มคันรถ หรือแชร์ระบบขนส่งร่วมกัน เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์



ประธานหอการค้า จ.น่าน กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า วิกฤตน้ำมันในครั้งนี้อาจส่งผลกระทบรุนแรงไม่แพ้วิกฤตโควิด-19 เนื่องจากกระทบต่อ “ต้นทุนพื้นฐานของทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจ” และกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคไปสู่ยุคใหม่ที่ต้องระมัดระวังการใช้พลังงานมากขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็น “New Normal” ทางเศรษฐกิจในอนาคต