ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 เราได้เห็นการเปิดอภิปรายญัตติด่วนด้วยวาจาพิจารณาแนวทางรับมือวิกฤตการณ์สงครามตะวันออกกลางที่กำลังส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะด้านพลังงานที่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ถึงภาคเกษตรและค่าครองชีพประชาชน ท่ามกลางเสียงวิจารณ์การบริหารงานที่ล้มเหลวและข้อกังขาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
ปริมาณน้ำมันสวนทางความจริง "ไอ้โม่ง" มีจริง?
ข้อมูลจากการประชุมเผยให้เห็นความย้อนแย้งของตัวเลขอย่างมีนัยสำคัญ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ระบุว่ากรมธุรกิจพลังงานยืนยันมีการกลั่นน้ำมันดีเซลเต็มสูบวันละ 77 ล้านลิตร และมีการจ่ายออกจากคลังสูงถึง 84-100 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งมากกว่าปกติ แต่ในทางปฏิบัติ ปั๊มน้ำมันกลับถูกตัดโควตาจาก 1 หมื่นลิตรเหลือเพียง 6-7 พันลิตร ประชาชนต้องต่อคิวยาวเหยียดแต่ไม่มีน้ำมันให้เติม ขณะที่นายสัญญา นิลสุพรรณ สส.นครสวรรค์ พรรคกล้าธรรม แฉข้อมูลในพื้นที่ว่าน้ำมันหายไปจากระบบจนเกิดตลาดมืดเสนอขายในราคาลิตรละ 40-42 บาท
ประเด็น "ไอ้โม่ง" กลายเป็นหัวใจสำคัญของการอภิปราย โดยนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ประสานเสียงชี้เป้าว่า "ไอ้โม่ง" มีจริง นายอรรถวิชช์ อธิบายถึงกลไก "2 ราคา" โดยระบุว่าไอ้โม่งคือโรงกลั่น เลือกขายน้ำมันให้กลุ่มค้าส่ง (Jobber) ที่ให้ราคาสูงถึง 50 บาทต่อลิตร แทนที่จะขายให้หน้าปั๊มซึ่งถูกคุมราคาไม่ถึง 30 บาท นอกจากนี้ นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ยังเปิดโพย 4 กลุ่มไอ้โม่ง ได้แก่ โรงกลั่น, คลังน้ำมัน, พ่อค้าคนกลาง และรถขนส่งน้ำมันที่จอดนิ่งเพื่อกักตุน
วิจารณ์บริหารแบบ "ปิดห้องคุย" ผลประโยชน์ทับซ้อน
นายวีระยุทธ กาญจนชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วิจารณ์ว่ารัฐบาลบริหารจัดการแบบปกปิด เลือก "ปิดห้องคุย" เฉพาะบริษัทน้ำมันรายใหญ่ 5-6 ราย แต่ไม่เคยฟังเสียงกลุ่มที่เดือดร้อนจริง เช่น ปั๊มขนาดเล็ก ไรเดอร์ หรือชาวประมง ขณะที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.ศบก. ที่มีธุรกิจครอบครัวเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในห่วงโซ่อุปทานน้ำมัน ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชน
ด้าน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย วิจารณ์อย่างรุนแรงว่านายกรัฐมนตรีเป็นนักธุรกิจ และรัฐมนตรีบางท่านมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจน้ำมัน ทำให้การแก้ปัญหาน้ำมันแพงไม่มีทางสำเร็จหากไม่ให้คนกลางที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียมาจัดการ
ด้านผลกระทบเชิงโครงสร้าง นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุว่าหากราคาดีเซลเพิ่มขึ้น 1 บาทต่อลิตร จะฉุด GDP ไทยลดลง 0.02% ขณะที่ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แฉขบวนการลักลอบขนน้ำมันเถื่อนขึ้นฝั่งแถบสมุทรสาครและอยุธยาเพื่อส่งโรงกลั่นฟันกำไร
ข้อเสนอลดราคาทันที 9 บาท รื้อโครงสร้างพลังงาน
ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลต่างเสนอทางออกที่หลากหลายเพื่อบรรเทาทุกข์ประชาชน ดังนี้
สูตรลดราคาน้ำมัน 9 บาท: นายกรณ์ จาติกวณิช เสนอให้ลดภาษีสรรพสามิตลง 6 บาท และดึงกำไรลาภลอย (Windfall Tax) จากโรงกลั่นอีก 3 บาทมาช่วยกองทุนน้ำมัน ซึ่งสามารถทำได้ทันที
อุดหนุนแบบขั้นบันได: นายวีระยุทธ กาญจนชูฉัตร เสนอให้เปลี่ยนจากการตรึงราคาคงที่ มาเป็นการอุดหนุนแบบขั้นบันไดเพื่อจำกัดงบประมาณและส่งสัญญาณราคาโลก พร้อมแจกคูปองปุ๋ยและน้ำมันยิงตรงถึงกลุ่มเปราะบางและเกษตรกร
ใช้กฎหมายเด็ดขาด: นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เสนอให้ใช้ พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันสภาวะการขาดแคลนน้ำมัน พ.ศ. 2516 เพื่อกำหนดราคาเดียวและทุบกำไรโรงกลั่น โดยชี้ว่ากองทุนน้ำมันไม่ได้มีไว้ชดเชยกำไรให้โรงกลั่น
การจัดการ 3 มิติ: นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เสนอการบริหารใน 3 มิติ คือ ปัจจัยสี่, โครงสร้างพื้นฐาน/ค่าไฟ และการใช้ระบบดิจิทัลติดตามน้ำมันตั้งแต่โรงกลั่น
พลังงานทางเลือก: นางสาวณัฐธิดา เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เสนอให้ปฏิรูปโครงสร้างพลังงานไปสู่ไฟฟ้าชีวมวลและพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ
ความมั่นคง: พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ เสนอใช้ปาล์มน้ำมัน B100 และยึดคืนโรงไฟฟ้าจากเอกชนเมื่อครบกำหนด ขณะที่นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ เสนอเปิดใบอนุญาตนำเข้าน้ำมันเสรีเพื่อทำลายการผูกขาดของ 6 โรงกลั่น
ฝ่ายบริหารเร่งมอนิเตอร์ ขอความร่วมมือประชาชน
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ ผอ.ศบก. ได้แถลงภายหลังการประชุมหารือสถานการณ์ด้านพลังงานระบุว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยกำลังสั่งการให้มอนิเตอร์ GPS รถขนส่งน้ำมันทุกคันเพื่อตรวจสอบการลักลอบหรือกักตุน พร้อมระบุว่าหากสงครามยืดเยื้ออาจจำเป็นต้องทบทวนโครงสร้างภาษีสรรพสามิต แต่ปัจจุบันกองทุนน้ำมันติดลบหนักกว่า 3 หมื่นล้านบาท จึงต้องขอความร่วมมือประชาชนให้ช่วยกันประหยัดพลังงาน ทั้งนี้ยืนยันว่าในช่วงสงกรานต์ได้เตรียมน้ำมันสำรองสำหรับรถสาธารณะไว้เพียงพอแล้ว
สอดคล้องกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าได้ปลดล็อกเวลาวิ่งรถน้ำมันตลอด 24 ชั่วโมง และขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกจนเกินไป เนื่องจากไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอใช้ได้ถึง 100 วัน
การประชุมสภากว่า 10 ชั่วโมง สะท้อนว่าวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ปัญหาการกระจายสินค้าที่บิดเบี้ยวและโครงสร้างราคาที่เอื้อกลุ่มทุนเป็นปัจจัยซ้ำเติมความเดือดร้อน โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ส่งญัตติและข้อเสนอแนะทั้งหมดไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาดำเนินการแก้ไขต่อไป ซึ่งประชาชนยังต้องจับตาว่า "ความกล้า" ในการตัดสินใจของรัฐบาลจะมีมากพอที่จะชนกับกลุ่มทุนใหญ่เพื่อรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวมได้จริงหรือไม่







