ข่าวภูมิภาค

ประจวบฯ ผนึก 22 หน่วยงาน MOU 9 มิติ ปั้น “ประจวบฯ โมเดล” ต้นแบบคุ้มครองผู้บริโภค

แชร์ข่าว

ประจวบคีรีขันธ์จับมือ 22 หน่วยงานรัฐ เอกชน และภาคประชาชน ลงนาม MOU คุ้มครองผู้บริโภคแบบบูรณาการ 9 มิติ เดินหน้าสร้างระบบเฝ้าระวัง แจ้งเตือน และฐานข้อมูลกลาง พร้อมยกระดับเป็นต้นแบบระดับประเทศภายใต้ “ประจวบฯ โมเดล”

เมื่อวันที่ 18 มี.ค.69 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ประกาศยกระดับงานคุ้มครองผู้บริโภคเข้าสู่มิติใหม่อย่างเต็มตัว หลังผนึกกำลังครั้งประวัติศาสตร์จัดประชุมและลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ณ โรงแรมประจวบแกรนด์ โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง เพื่อสะท้อนพลังความร่วมมือในการขับเคลื่อนการคุ้มครองสิทธิประชาชนจากระดับท้องถิ่นสู่มาตรฐานระดับประเทศ ซึ่งการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานระบบการทำงานเชิงรุกที่ตอบโจทย์สถานการณ์โลกยุคใหม่ได้อย่างเท่าทัน โดยนายนันทปรีชา คำทอง ประธานสภาผู้บริโภคจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้เน้นย้ำถึงหัวใจสำคัญของการทำงานว่าต้องอาศัยการบูรณาการจากทุกภาคส่วนเพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ความสำเร็จในครั้งนี้ต่อยอดมาจากผลการดำเนินงานที่เข้มแข็งในรอบปีที่ผ่านมา ซึ่งนางสาวธนพร บางบัวงาม หัวหน้าหน่วยงานประจำจังหวัด ได้ฉายภาพให้เห็นถึงสัมฤทธิผลของภารกิจหลักทั้ง 6 ด้าน พร้อมวิเคราะห์สถานการณ์ผู้บริโภคที่กำลังเผชิญความท้าทายใหม่ๆ นำไปสู่การทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือที่ได้รับมอบหมายจากนายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีพันจ่าเอก สาคร สิทธิศักดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ เป็นผู้แทนลงนามร่วมกับภาคีเครือข่ายสำคัญถึง 22 หน่วยงาน อาทิ ตำรวจภูธรจังหวัด, อบจ.ประจวบคีรีขันธ์, สำนักงานขนส่ง, สำนักงานสาธารณสุข, กสทช., และ คปภ. รวมถึงหน่วยงานด้านพลังงาน อุตสาหกรรม และการศึกษา เพื่อสร้างโครงข่ายความคุ้มครองที่ครอบคลุมทุกมิติชีวิตของภาคประชาชน

สำหรับขอบข่ายความร่วมมือภายใต้ MOU ฉบับนี้ ได้วางระบบการทำงานแบบบูรณาการครอบคลุม 9 ด้านสำคัญ ประกอบด้วย การเงินและการธนาคาร, การขนส่งและยานพาหนะ, อสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย, อาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ, บริการสุขภาพ, สินค้าและบริการทั่วไป, การสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ, บริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงด้านการศึกษา โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยอย่างรวดเร็ว พร้อมพัฒนาฐานข้อมูลกลาง (Database) เพื่อเชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานรัฐและสภาผู้บริโภคในการให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นระบบ รวมถึงการสื่อสารเชิงรุกเพื่อสร้างความรู้เท่าทันและยกระดับนวัตกรรมสู่การเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายในอนาคต

ทั้งนี้ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลาขับเคลื่อนงานต่อเนื่องยาวถึง 5 ปี โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป ซึ่งการลงนามร่วมกันของทั้ง 22 หน่วยงานในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเพียงการทำข้อตกลงตามระเบียบปฏิบัติเท่านั้น แต่ถือเป็นพันธสัญญาครั้งสำคัญในการสร้าง “ระบบนิเวศคุ้มครองผู้บริโภค” ที่เข้มแข็งและยั่งยืน โดยมุ่งหวังให้จังหวัดประจวบคีรีขันธ์กลายเป็น “ประจวบฯ โมเดล” ซึ่งจะเป็นต้นแบบการคุ้มครองผู้บริโภคระดับประเทศที่หน่วยงานอื่นสามารถนำไปปรับใช้เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนทั่วประเทศสืบไป

ข่าวแนะนำ