ดีเซลขาดจากปั้มเกือบทั่วทั้งเมืองแปดริ้ว ทำไม่มีน้ำมันเติมรถยนต์สายตรวจ เพื่อออกตรวจตราป้องปรามคนร้าย ทำตำรวจแปดริ้วต้องงัดกรุรถ จยย.เก่าแก่เก็บมานานออกไล่ล่าคนร้ายชิงทองคำแบบติดๆ ดับๆ อย่างทุลักทุเล ที่ต้องให้คนเข็นท้ายช่วยสตาร์ทเครื่องยนต์ ท่ามกลางเสียงชาวบ้านหัวร่อขบขันอย่างเอ็นดูในความตั้งใจทำงานของ จนท.ชั้นผู้น้อย ส่วนคนร้ายยังหายตัวลอยนวล
วันที่ 17 มี.ค.69 เวลา 13.00 น. ร.ต.อ.ธีรวัต พรประสิทธิ์ รองสารวัตรเวรสอบสวน สภ.เมืองฉะเชิงเทรา ได้รับแจ้งเกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนชิงสร้อยคอทองคำจากแม่ค้าร้านขายของชำ ภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ม.4 ต.ท่าไข่ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา จึงเดินทางไปสอบสวนยังในที่เกิดเหตุ พร้อมรายงานผู้บังคับบัญชาและประสานงาน จนท.ผู้เกี่ยวข้องช่วยสืบสวนติดตามคนร้าย
ที่เกิดเหตุในเส้นทางเข้าหมู่บ้านลึกจากถนนใหญ่สาย 365 (เลี่ยงเมืองบางขวัญ) ไปเพียงประมาณกว่า 100 เมตร พบ จนท.ตำรวจสายตรวจ และกำลังฝ่ายสืบสวนจำนวนกว่า 20 นาย นำโดย พ.ต.ท.นำโชค คุณาวิชชา รอง ผกก.ป. และ พ.ต.ท.อรรณพ จันทร์ภักดี สวป. สภ.เมืองฉะเชิงเทรา ที่นำกำลังมาวางอยู่ในพื้นที่แล้ว และทำการสืบสวนหาข้อมูลจากผู้เสียหาย
น.ส.สุนิสาห์ อายุ 49 ปี เจ้าของร้านเล่าว่า ขณะเกิดเหตุเวลาประมาณ 12.13 น. ได้เดินทางกลับมาจากเดินทางไปซื้อสินค้ามาเข้าร้าน เมื่อกลับมาถึงหน้าร้าน ได้จอดรถยนต์กระบะแบบ 4 ประตูที่บริเวณหน้าประตูร้านค้า และเดินเข้าไปในร้านเพื่อเตรียมที่จะนำของมาลงประมาณ 5 นาที ก่อนที่จะออกมาเปิดประตูที่นั่งแถวหลังทางซ้ายของตัวรถ ซึ่งอยู่ฝั่งด้านนอก ได้มีชายรูปร่างสูงแต่ไม่ท้วม สูงประมาณ 170 ซม. มีหนวดเล็กน้อย สวมชุดสีดำผิวขาวสวมหมวกกันน็อกแบบครึ่งใบมีชิวกระจกบังหน้า ได้ขับรถ จยย.ยี่ห้อฮอนด้าเวฟสีดำเข้ามาจอดขวางบังบานประตูรถที่เปิดออกอยู่ ในขณะที่ตนกำลังจะก้มเข้าไปขนของในรถ โดยคนร้ายทำทีเข้ามาถามขอซื้อน้ำดื่ม
จากนั้นคนร้ายได้ชักอาวุธปืนสีดำเงาเทาขาวออกมาจากเอว ลักษณะคล้ายปืนที่มีลูกเลื่อนชักสไลน์ได้ ทรงกระบอกเหลี่ยมใหญ่ ออกมาจี้พร้อมกับกดคอของตนลงไปแนบติดกับพื้นพักเท้าของตัวรถ ก่อนที่จะกระชากสร้อยคอทองคำน้ำหนัก 1 บาท ซึ่งมีพระเลี่ยมทอง 2 องค์ห้อยติดอยู่ไปด้วย โดยที่คนร้ายได้ขับรถหลบหนีออกไปยังทางประตูทางออกหมู่บ้าน จากนั้นไม่ทราบทิศทางการหลบต่อจากนั้น โดยเหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งตนเปิดร้านขายของชำมาได้ประมาณ 2 ปีแล้ว
หลัง จนท.ทราบข้อมูลได้วิทยุแจ้งสกัดจับคนร้าย และมีการวางกำลังไปทั่วพื้นที่ โดยมี พ.ต.อ.กิตติสัณห์ ชะนะ และ พ.ต.อ.สมชาย อยู่สวัสดิ์ รอง ผบก. ภ.จว.ฉะเชิงเทรา เดินทางมายังในพื้นที่เกิดเหตุ
พ.ต.อ.กิตติสัณห์ กล่าวว่า ตอนนี้เราได้ภาพคนร้ายจากกล้องจรปิดแล้ว ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ จนท.ตำรวจก่อน เดี๋ยวจะไล่ติดตามเก็บภาพจากกล้องวงจรปิดตามรายทาง ซึ่งลักษณะพฤติกรรมการก่อเหตุนั้น คนร้ายมาคนเดียวใช้รถ จยย.รุ่นเวฟสีดำสวมหมวกกันน็อก แต่ยังเห็นภาพไม่ชัดเจน และใช้เวลาก่อเหตุเพียงไม่ถึง 1 นาที ระหว่างที่เดินทางเข้ามาในเส้นทางหมู่บ้านและขับรถออกไปหลังจากก่อเหตุ ตอนนี้ขอเวลาทำงานก่อน พ.ต.อ.กิตติสัณห์ กล่าว
ขณะเดียวกัน ระหว่างที่ จนท.สายตรวจ ระดมกำลังพากันเดินทางมายังในที่เกิดเหตุนั้น ส่วนใหญ่ได้ใช้รถ จยย.ในการเดินทางมาเป็นหลัก และหลังจากที่ จนท.ทราบข้อมูลสัณฐานคนร้ายแล้ว ได้ต่างพากันแยกย้ายกันเพื่อออกไปทำงานไล่ล่าติดตามคนร้าย แต่กลับมีรถ จยย.บางคัน ที่อาจจะไม่ได้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน เนื่องจากอาจถูกจอดทิ้งเก็บเอาไว้เป็นเวลานานมากแล้ว เนื่องจากมีการยุบจำนวนสายตรวจรถ จยย. สภ.เมือง จากเดิมมี 5 สาย เหลือเพียงแค่ 2-3 สาย เนื่องจากมีกำลังไม่เพียงพอ และเพิ่งถูกนำออกมาใช้งานจึงอยู่ในสภาพติดๆ ดับๆ สตาร์ทไม่ได้
จน จนท.ต่างต้องช่วยกันรุมเข็นท้ายเพื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ให้รถติด โดยที่ผู้สื่อข่าวได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากทาง จนท.ระดับสารวัตรรายหนึ่งด้วยว่า ขณะนี้รถยนต์สายตรวจของ สภ.เมืองฉะเชิงเทรา ไม่มีน้ำมันดีเซลเติมแล้ว เนื่องจากน้ำมันในปั้มเกือบทั่วทั้งเมืองขาดแคลน แม้แต่ระดับ สวป.ก็ยังต้องขับขี่รถ จยย. ออกมาตรวจตราทำงาน ปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกันกับ จนท.สายตรวจรถจักรยานยนต์







