ห่วงโบสถ์และเจดีย์โบราณอายุเกือบ 200 ปีได้รับผลกระทบ หลังแนวเขื่อนป้องกันตลิ่งวัดสายชล ณ รังษี พังทลายลงแม่น้ำบางปะกงเมื่อช่วงเย็นวานนี้ ขณะ อบต.บ้านใหม่ เข้าทำการตัดส่วนที่เสียหายออกจากส่วนที่ยังไม่สไลด์ล้มลงในแม่น้ำแล้ว หวั่นถูกดึงรั้งร่วงหล่นลงไปในแม่น้ำตามกันหมดทั้งหมด
เมื่อวันที่ 4 พ.ค.69 เวลา 18.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้มีชาวบ้านในตำบลบ้านใหม่ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา เกิดความเป็นห่วงกังวลต่อสิ่งปลูกสร้างและโบราณวัตถุภายในบริเวณวัดสายชล ณ. รังษี (วัดแหลมบน) ตั้งอยู่ในพื้นที่ ม.2 ต.บ้านใหม่ จะได้รับผลกระทบ หลังจากเกิดเหตุการณ์แนวเขื่อนป้องกันตลิ่งบริเวณด้านหน้าวัดด้านทิศเหนือพังทลายลงสู่แม่น้ำบางปะกงเมื่อเวลา 15.08 น. วานนี้ (3 พ.ค.69) จนได้รับความเสียหายร่วงลงแม่น้ำไปประมาณร้อยละ 80 จากความยาวประมาณ 100 เมตร และยังทำให้ดินด้านหลังแนวเขื่อนรวมถึงพื้นที่ข้างเคียงทรุดตัวลงด้วย
จนทำให้ร้านรับซ่อมรถจักรยานยนต์พังเสียหายตามไปบางส่วนประมาณกว่าครึ่งหลัง แต่จากเหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ขณะแนวเขื่อนป้องกันตลิ่งหน้าวัดด้านทิศใต้ความยาวใกล้เคียงกันอีกแนวหนึ่ง ที่สร้างขึ้นมารับจรดชนเข้าหากันนั้นยังไม่ได้รับผลกระทบ โดยจุดที่ชาวบ้านเกิดความกังวล คือ บริเวณส่วนของกลุ่มเจดีย์โบราณกว่า 10 องค์รวมถึงโบสถ์หลังเก่า ที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่เมื่อสมัยรัชกาลที่ 3 (พ.ศ.2385) จะได้รับผลกระทบไปด้วย หากแนวของการสไลด์พังทลายยังไม่หยุดอยู่แค่บริเวณจุดที่เกิดเหตุ
โดยหัวมุมของจุดพังถล่มอยู่ห่างจากเจดีย์เล็กองค์แรกเพียงประมาณ 30 เมตรเท่านั้น หากมองจากแนวตรงผ่านบ้านเรือนของชาวบ้านอีกหลังที่อยู่ตรงกลางใกล้กับรอยต่อระหว่างแนวเขื่อนด้านทิศเหนือและทิศใต้หน้าวัด และอยู่ห่างจากเจดีองค์ใหญ่ประมาณกว่า 40 เมตรเท่านั้น แม้จะมีโบสถ์หลังใหม่อีกหลังอยู่ใกล้เคียงแนวของการพังทลายมากกว่าก็ตาม แต่การสร้างโบสถ์สมัยปัจจุบันนั้นมีรากฐานเสาเข็ม ขณะที่โบสถ์โบราณนั้นอาจจะไม่มีรากฐานที่แน่นหนาเพียงพอหรือทนต่อการพังทลายมากนัก
นายอัศวิน ลือชัยธีรกุล อายุ 31 ปี อยู่ ม.2 ต.บ้านใหม่ เจ้าของร้านซ่อมรถ จยย.ที่พังทลายได้รับความเสียหายไปบางส่วนพร้อมกับแนวเขื่อน เล่าว่า ขณะเกิดเหตุตนเองไม่ได้อยู่บ้านแต่มีลูกน้องในร้านอยู่ประมาณ 2-3 คน โดยก่อนการพังทลายมีเสียงลั่นดังระเบิดของแผ่นคอนกรีตก่อน จากนั้นจึงเกิดการทรุดตัวและพังทลายลงไปในแม่น้ำบางปะกง แต่ไม่มีใครได้รับอันตรายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะได้พากันออกมาก่อน
สำหรับแนวเขื่อนก่อนเกิดการพังทลายนั้น ได้เริ่มมีรอยร้าวมาก่อนแล้วที่เสาจำนวน 2 ต้น บริเวณเสารับน้ำหนักด้านริมสุดใกล้หัวมุมแถวที่ 2 และเสาต้นที่ 2 แถวแรกริมแม่น้ำสังเกตเห็นรอยแตกมาได้ประมาณ 1-2 สัปดาห์แล้ว และยังมีด้านในที่ใต้แนวเขื่อนอีกหลายจุดแต่ขณะนั้นยังไม่มีอาการเอียงหรือมีอะไรเกิดขึ้นจึงไม่คิดว่าจะพังถล่มลงไปในแม่น้ำซึ่งในวันนั้นมีฝนตกลงมาหนักด้วยจึงทำให้เกิดทรุดตัวลงไป
"ขณะนี้ยังเกรงว่าจะเกิดการสไลด์ตัวพังทลายลุกลามลึกเข้ามาอีก และอาจจะทำให้โบสถ์ทรุดตัวพังลงไปก็เป็นได้ แม้การสไลด์ของดินชายแม่น้ำจะรุกลามไปไม่ถึง แต่หากไม่มีการแก้ไขตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่เกิดขึ้นในบริเวณนี้ก่อน ก็อาจจะมีการเลื่อนตามลงไปเรื่อยๆ และอาจจะทำให้ดินทางด้านหลังเลื่อนตัวไหลตามกันลงมาอีกเป็นทอดๆ เพราะอยู่ห่างกันไม่เยอะ โบสถ์อาจจะเกิดการเอียงตัวได้ และหากยังไม่แก้ไขโบสถ์ก็อาจจะทรุดพังลงมาแน่และได้รับความเสียหายในที่สุด" นายอัศวิน กล่าว
ขณะชาวบ้านอีกราย ระบุว่า ได้มี จนท.คาดว่าน่าจะมาจากทาง อบต.บ้านใหม่ ได้เข้ามาทำการตัดตัวเขื่อน เพื่อแยกส่วนที่พังทลายลงแม่น้ำไปแล้วกับส่วนที่ยังคงอยู่ออกจากกัน ในส่วนของแนวเขื่อนด้านเหนือที่ยังมีเหลืออยู่อีกประมาณ 20 เมตร เพราะยังมีโอกาสที่ดินจะสไลด์ลงแม่น้ำไปได้อีก หากปล่อยไว้ก็จะเกิดการดึงกันจนพังทลายลงไปตามกัน








