เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 17 มีนาคม 2569 ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัดตราด (ศรชล.ตราด) สนธิกำลังร่วมกับจัดหางานจังหวัด ประมงจังหวัด เจ้าท่าตราด และตำรวจ สภ.แหลมงอบ เข้าตรวจสอบเรือประมงเป้าหมาย ที่ท่าเรือเอกชนแห่งหนึ่งในตำบลแหลมงอบ อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด หลังได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีการลักลอบขนแรงงานชาวกัมพูชากว่า 30 คน เข้ามาในพื้นที่
จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบเป็นเรือประมงขนาด 28.91 ตันกรอส บนเรือมีไต๋เรือชาวไทย 1 คน ชื่อนายบุญมา (สงวนนามสกุล) และลูกเรือชาวกัมพูชา 6 คน โดยมีนายสุธี (สงวนนามสกุล) เป็นเจ้าของเรือ เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารอย่างละเอียดพบลูกเรือทำผิดกฎหมาย 3 ราย แบ่งเป็น 2 ราย ที่ไม่มีพาสปอร์ตและใบอนุญาตทำงาน ส่วนอีก 1 ราย มีใบอนุญาตทำงานแต่พาสปอร์ตหมดอายุ เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวลูกเรือทั้ง 3 ราย พร้อมไต๋เรือและเจ้าของเรือเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมทั้งอายัดเรือประมง เครื่องมือประมง และของกลางเป็นปลาอินทรีน้ำหนักประมาณ 100 กิโลกรัมไว้ตรวจสอบ
โดยนายบุญมา ให้ข้อมูลว่า ตนเองรับแรงงานชาวประมง 2 คน มาจากบ้านคลองสน อ.คลองใหญ่ จ.ตราด โดยทั้ง 2 คน นั่งเรือหางยาวมาจากฝั่งจังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา ก่อนจะรับขึ้นเรือมาทำงานตามปกติ
ทางด้านนายสุธี เจ้าของเรือ เปิดเผยว่า ตนรู้สึกเหมือนถูกกลั่นแกล้งจากกรณีการแจ้งเบาะแสที่เกินจริงเรื่องการขนแรงงานถึง 30 คน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ตามขนาดของเรือ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของแรงงานที่ผิดกฎหมาย 2 รายนั้น ตนยอมรับและปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม พร้อมระบุถึงปัญหาการขาดแคลนแรงงานว่า ที่ผ่านมาเคยจ้างแรงงานจากภาคใต้โดยเสียค่าใช้จ่ายสูงถึงรายละ 40,000 บาท แต่กลับประสบปัญหาแรงงานหลบหนีไปหานายจ้างใหม่ ทำให้ต้องสูญเสียเงินลงทุนไปโดยเปล่าประโยชน์
เบื้องต้นจนท.ตั้งข้อหา นายสุธี รับคนต่างด้าวเข้าทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือให้คนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ นายบุญมา ข้อหา ความผิดฐานสนับสนุนการทำงานผิดกฎหมาย 2 แรงงานกัมพูชา ข้อหาหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย, ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต,ไม่มีใบอนุญาตทำงานในเรือ มาตรา 285 ส่วนแรงงานอีก 1 ราย พาสปอต์หมดอายุ ตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 จะถูกปรับวันละ 500 บาท เป็นเวลา 398 วัน หรือ 199,000 บาท แต่กฎหมายปรับโทษสูงสุดได้ไม่เกิน 20,000 บาท







