วันที่ 17 มีนาคม 2569 ที่พรรคประชาชน นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยนายศุภโชติ ไชยสัจ สส. บัญชีรายชื่อ แถลงข่าวถึงวิกฤตการณ์น้ำมันและความปั่นป่วนในตลาดพลังงานจากผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
โดยนายวีระยุทธ กล่าวว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาชนตื่นตระหนกคือการที่รัฐบาล โดยเฉพาะคุณอนุทิน นายกรัฐมนตรี และคุณเอกนิติ รัฐมนตรีการคลังและรองนายกฯ พยายามย้ำว่าน้ำมันสำรองมีเพียงพอและสูงที่สุดในอาเซียน ซึ่งอาจจะจริง แต่สิ่งที่คนอยากรู้คือทำไมไปเติมน้ำมันที่ปั๊มแล้วน้ำมันหมด และจะไปเติมได้ที่ไหน
ปัญหาการบริหารจัดการตอนนี้มี 2 เรื่องใหญ่ คือแนวทางการทำงานของกองทุนน้ำมันที่ประกาศพยุงราคา 15 วัน ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเกิดความปั่นป่วน เพราะคนขายที่หวังกำไรระยะสั้นก็จะกักตุนน้ำมันไว้รอวันที่ราคาขึ้น ส่วนฝั่งคนซื้อพอรู้ว่าวันที่ 16 ราคาจะเปลี่ยนก็แห่ไปตุนจนเกิดความต้องการเทียม พอฝั่งหนึ่งอยากซื้อมากแต่อีกฝั่งอยากขายน้อยก็เกิดช่องว่างในตลาดจนโกลาหลแบบทุกวันนี้
อีกเรื่องคือศูนย์อำนวยการ ศบก. ที่คุณเอกนิติเรียกประชุมด่วนเมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา แต่กลับมีแค่บริษัทน้ำมันรายใหญ่ 5-6 รายเข้าร่วม แล้วพอรายใหญ่บอกว่าน้ำมันพอ ท่านรองนายกฯ ก็เอามาชี้แจงสื่อว่าไม่ต้องกังวล ทั้งที่ไม่ได้รับฟังเสียงคนอื่นเลย โดยเฉพาะปั๊มน้ำมันขนาดเล็กที่เป็นเสมือนเส้นเลือดฝอยในท้องถิ่นที่ต้องแบกรับต้นทุนสูงกว่ารายใหญ่จนบางรายต้องปิดกิจการ หรือชาวนาที่ต้องใช้รถเกี่ยวข้าววันละ 100-200 ลิตรแต่ปั๊มไม่ให้เติมใส่แกลอน รวมถึงชาวประมงที่ต้องใช้น้ำมันเขียวแต่สู้ราคาไม่ไหว และผู้ประกอบการขนส่งรายย่อยที่ไม่ถูกรับฟังเสียง
"สิ่งที่ประชาชนอยากรู้ในชีวิตประจำวันทุกวันนี้คือคำถามง่าย ๆ ว่าทำไมไปเติมที่ปั๊มแล้วน้ำมันหมด และจะเติมน้ำมันได้ที่ไหน ซึ่งตราบใดที่รัฐบาลไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ ความปั่นป่วนก็จะยังคงอยู่ ส่วนการพยุงราคา 15 วันนั้นมันสร้างความต้องการเทียมจนเกิดช่องว่างในตลาด"
นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า วิกฤตนี้เป็นบทพิสูจน์ของบ้านใหญ่และเทคโนแครตในรัฐบาลภูมิใจไทย โดยคุณพิพัฒน์ ผอ.ศบก. ที่มีธุรกิจครอบครัวในอุตสาหกรรมน้ำมัน จะให้ความเป็นธรรมได้แค่ไหน เพราะตอนนี้ราคาหน้าปั๊มถูกกว่าราคาส่งหรือจ๊อบเบอร์ถึง 10-11 บาท ทำให้ผู้ประกอบการแห่มาแย่งน้ำมันหน้าปั๊มไปจากประชาชน แถมในระดับท้องถิ่นเครือข่ายบ้านใหญ่ยังแซงคิวเติมน้ำมันจนคนตัวเล็กตัวน้อยรอเก้อ
ขณะที่ฝั่งเทคโนแครตอย่างคุณเอกนิติที่เน้นเรื่องความโปร่งใสและระบบดิจิทัล วันนี้ต้องพิสูจน์ด้วยการทำ Dashboard ข้อมูล Real-time หรืออย่างน้อยรายงานให้ประชาชนรู้ว่าปั๊มไหนเหลือน้ำมันเท่าไหร่ จะได้วางแผนชีวิตได้ถูก
ส่วนคุณศุภจีที่ดูแลราคาต้นทางก็ต้องจัดการระบบโลจิสติกส์ไม่ให้กระทบราคาสินค้า รวมถึงกลุ่มท่องเที่ยวที่ซ้ำร้ายหนักเพราะนอกจากนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและยุโรปจะหายไปแล้ว คนไทยเองก็ไม่กล้าเดินทางเพราะไม่รู้จะไปเติมน้ำมันที่ไหน
"รัฐบาลต้องชัดเจนว่าจะใช้เงินกองทุนพยุงราคาแบบกวาดจนขาดทุนระดับหมื่นล้านต่อไป หรือจะเปลี่ยนมาใช้แบบขั้นบันไดให้คนปรับตัว หรือช่วยแบบยุทธศาสตร์เฉพาะจุด เช่น กลุ่มเปราะบางและขนส่งต้นน้ำ นอกจากนี้ต้องเตรียมพร้อมเรื่องเม็ดพลาสติก วัสดุก่อสร้าง และปุ๋ยไนโตรเจนที่นำเข้าจากตะวันออกกลางถึง 60% ซึ่งจะกระทบเกษตรกรและราคาอาหารในอนาคตแน่นอน" นายวีระยุทธ กล่าว
ด้านนายศุภโชติ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่เขตหนองจอกและกรุงเทพฯ รอบนอก พบว่าประชาชนไม่มีน้ำมันเติมจนต้องขับรถวนหาถึง 3 ปั๊ม และผู้ประกอบการแจ้งว่ามีการจำกัดโควตาน้ำมันออกจากคลังซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ที่สำคัญคือสถานการณ์ตะวันออกกลางกำลังลามไปถึงค่าไฟ เพราะไทยผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติสูงกว่า 60% และนำเข้า LNG จากภูมิภาคนี้ถึง 25% โดยเฉพาะจากกาตาร์ที่เป็นอันดับ 1
ล่าสุดมีเรือขนส่ง LNG ของไทยติดอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ 3 ลำ ทำให้รัฐบาลต้องหา LNG จากตลาดอื่นที่ราคาผันผวนและแพงกว่ามาแทน และบริษัทคู่ค้าก็เริ่มใช้เงื่อนไขสัญญาระงับการส่ง LNG ให้รายอื่นแล้ว ส่งผลให้ค่าไฟงวดเดือนพฤษภาคมนี้น่าจับตามาก ว่าจะปรับสูงขึ้นแค่ไหน
"พรรคประชาชนจึงขอเรียบกร้อง 3 มาตรการเร่งด่วน คือ 1. ลดอัตราค่าไฟสำหรับกลุ่มเปราะบาง 200 หน่วยแรกทันทีตามที่เคยหาเสียงไว้ และเริ่มในบิลค่าไฟที่จะถึงนี้ทันที 2. ประกาศโควตารับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านเพิ่มเติมเพื่อลดการใช้ LNG ในการผลิตไฟฟ้า 3. ใช้มาตรการ Demand Response หรือการควบคุมการตอบสนองด้านการใช้ไฟฟ้า คือการขอความร่วมมือหรือจ่ายค่าชดเชยให้กับโรงงาน หรือผู้ประกอบการที่ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ จะสามารถช่วยลดการผลิตไฟฟ้าจากต้นทางได้ เพื่อรองรับวิกฤตขาดแคลน LNG" นายศุภโชติ กล่าว
นายวีระยุทธ กล่าวเพิ่มเติมถึงแนวทางแก้ปัญหาในอนาคตว่าต้องแก้ 2 จุด คือเปลี่ยนแนวทางกองทุนน้ำมันจากการกำหนดเวลา 15 วัน มาเป็นการช่วยแบบเฉพาะเจาะจงกลุ่มยุทธศาสตร์หรือทำแบบขั้นบันไดเพื่อไม่ให้กระทบการคลังเกินไป และ ศบก. ต้องรับฟังเสียงเกษตรกรกับปั๊มรายย่อยให้มากขึ้น ส่วนในระดับสภาฯ เนื่องจากสัปดาห์นี้มีวาระเลือกนายกฯ จึงคาดว่าจะเริ่มตั้งกระทู้หรือญัตติได้ในสัปดาห์ถัดไป แต่หากมีเรื่องเร่งด่วนพรรคประชาชนพร้อมเสนอเป็นวาระสำคัญทันที โดยตอนนี้ สส. ทั่วประเทศกำลังมอนิเตอร์กลุ่มสินค้าเฝ้าระวังที่อาจมีการปรับราคาอย่างไม่เป็นธรรม และจะรอดูมติ ครม. ในวันนี้ว่าจะมีสัญญาณความชัดเจนอย่างไรเพื่อตอบสนองต่อวิกฤตของประชาชน







