จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มขึ้นราคาหลังสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางมีแนวโน้มยืดเยื้อ และรัฐบาลไม่สามารถควบคุมราคาได้ในอนาคต
นายภานุพงศ์ เมตตา ผู้จัดการท่าเรือเฟอร์รี่ข้ามเกาะช้าง อ.แหลมงอบ จ.ตราด เปิดเผยว่า จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงและไม่ยุติง่าย ทำให้บริษัทที่ต้องใช้น้ำมันดีเซลในเรือเฟอร์รี่ 3-5 ลำเพื่อเดินทางไป-กลับจากฝั่งอ.แหลมงอบ-เกาะช้าง ซึ่งจะมีการเดินทางทุกชั่วโมงรวมแล้วเกือบ 20 เที่ยว ซึ่งต้องใช้น้ำมันวันละ 4,000 -5,000 ลิตรซึ่งเราสต๊อคน้ำมันที่ซื้อจากโรงกลั่นไว้ 60,000 ลิตร ซึ่งสามารถรับสถานการณ์ได้ประมาณ 1 สัปดาห์ หากเกินจากนี้อาจจะไม่สามารถรับภาระนี้ได้ ซึ่งจะต้องขึ้นราคา แต่การขึ้นราคาจะต้องได้รับการอนุญาตจากสำนักงานเจ้าท่าตราดก่อน ซึ่งราคาค่าโดยสารสำหรับผู้โดยสารจะคิด 80 บาท/เที่ยว/คน ส่วนรถยนต์ส่วนบุคคลจะคิด 120 บาท/คัน/เที่ยว หากเป็นรถบรรทุกจะคิดราคา 400 บาท/เที่ยว/คัน(ราคาสมาชิก) อย่างไรก็ตาม กรณีที่มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นก็ต้องมีเที่ยววิ่งเพิ่มขึ้น ซึ่งในวันปกติจะมีผู้โดยสารประมาณ 4,000 คน รถยนต์ประมาณ 1,000-1,500 คัน แต่หากเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์หรือหยุดยาว หรือช่วงสงกรานต์จำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นมาก ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันที่สต๊อคไว้เหลือเพียงไม่กี่วัน
“ทางบริษัทฯขอยืนยันว่า ในสถานการณ์เช่นนี้บริษัทสามารถแบกรับภาระราคาน้ำมันที่อาจจะสูงขึ้นในอนาคต และจะสามารถรับภาระค่าโดยสารไว้คงเดิมไว้ได้ 2 เดือน หากเกินกว่านี้อาจจะขาดทุน และต้องเสนอทางเจ้าท่าตราดเพื่อขอขึ้นราคาค่าโดยสาร เนื่องจากไม่สามารถแบกภาระได้ แต่ก็ยังเชื่อว่า ทางเจ้าท่าตราดคงไม่ยอมให้ขึ้นราคาแน่นอน จึงอยากเสนอผ่านไปยังรัฐบาลควรจะมีมาตรการที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการเรือโดยสารอย่างเป็นรูปธรรมด้วย เพราะไม่เช่นนั้น จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและผู้โดยสารได้”นายภานุพงศ์ กล่าว
ขณะที่นายภารดร ชาญศึก ผู้จัดการสนามบินตราด ของบริษัท บางกอกแอร์เวย์ จำกัด เปิดเผยว่า สถานการณ์การสู้รบขณะนี้ ยอมรับว่า ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในประเทศแน่นอน แต่ทางบริษัทฯยังไม่มีนโยบายในเรื่องราคาค่าโดยสารแต่ประการใด เพราะขึ้นอยู่กับผู้บริหารในส่วนกลาง แต่ในระดับภูมิภาคโดยที่สนามบินตราดนั้น เรามีมาตรการในเรื่องการประหยัดพลังงานทั้งการใช้รถยนต์ การลดการเดินทางและการใช้พลังงานไฟฟ้า เพื่อลดค่าใช้จ่ายในสนามบิน ซึ่งปัจจุบัน สนามบินตราดมี 3 เที่ยวบินที่เดินทางมาจากสนามบินสุวรรณภูมิ และ 3 เที่ยวจากสนามบินตราด และในปลายปี 2569 จะใช้เครื่องบินไอพ่นแทนเครื่องบิน ATR72-600 ขนาด 70 ที่นั่ง โดยในปี 2568 ผู้โดยสารที่เดินทางเข้าออกสนามบินตราด อยู่ที่ประมาณ 80,000–90,000 คน







