ผู้ประกอบการร้านปุ๋ยใน จ.บุรีรัมย์ กังวลสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ อาจทำให้ราคาปุ๋ยยูเรียที่นำเข้าจากตะวันออกกลางพุ่งสูง กระทบต้นทุนเกษตรกรและยอดขายร้านปุ๋ย แม้ปัจจุบันราคายังอยู่ราวกระสอบละ 800–1,000 บาท และยังไม่พบการกักตุน
วันที่ 7 มี.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสถานการณ์ภาวะสงครามตะวันออกกลาง ที่ค่อนข้างรุนแรงและมีแนวโน้มจะยืดเยื้อ ทีมข่าวก็ได้ลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศตามร้านจำหน่ายปุ๋ย ในเขตตัวเมืองบุรีรัมย์ พบว่า ยังไม่มีชาวนา หรือเกษตรกร ตื่นตัวแห่มาซื้อปุ๋ยยูเรียที่คาดการณ์ว่าหากสงครามยืดเยื้อราคาอาจจะแพงขึ้น ไปกักตุนไว้ใส่นาข้าวหรือพืชผลการเกษตรต่างๆ แต่อย่างใด อาจเป็นเพราะยังไม่ถึงฤดูทำนาปี และบางคนก็ไม่มีเงินทุนสำรองที่ไปซื้อปุ๋ยมาตุนเอาไว้ได้
ขณะที่ ผู้ประกอบการเองก็ไม่กล้าที่จะลงทุนสั่งปุ๋ยมาสต๊อกเอาไว้เหมือนกัน เพราะกลัวว่าหากสต็อกไว้แล้วขายไม่ได้ก็จะได้รับผลกระทบกับยอดขาย
นายณรงค์ชัย เสรีสงแสง ผู้ประกอบการร้านจำหน่ายปุ๋ยแห่งหนึ่ง ในเขตเทศบาลนครบุรีรัมย์ บอกว่า ปุ๋ยยูเรียส่วนมากผลิตและส่งมาจากประเทศแถบตะวันออกลาง เช่นซาอุดิอาระเบีย กาตาร์ บาห์เรน หากสงครามยืดเยื้อก็เชื่อว่าจะมีผลทำให้ราคาปุ๋ยยูเรียปรับขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งหากราคาปุ๋ยปรับขึ้นจริง ก็จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทั้งกับผู้ประกอบการ และเกษตรกร แต่จะกระทบกับเกษตรกรโดยตรงมากกว่า เพราะหากราคาปรับขึ้นเกษตรกรก็ต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น แต่พอจะขายผลผลิตกลับไม่สอดคล้องกับต้นทุน และเมื่อเกษตรกรขาดทุนก็จะไม่มีกำลังมาซื้อปุ๋ยกับผู้ประกอบการ ก็จะส่งผลทำให้ยอดขายลดลง เพราะเกษตรกรจะซื้อในปริมาณที่น้อยลง และบางส่วนอาจหันไปใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์แทน ซึ่งอาจจะมีผลต่อการเจริญเติบโตของผลผลิต
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ราคาปุ๋ยยังไม่ได้ปรับขึ้น ยังขายอยู่ที่เฉลี่ยกระสอบละ 800 -1,000 บาท ขึ้นอยู่กับสูตรและยี่ห้อ และช่วงนี้ยังไม่มีเกษตรกรมาซื้อปุ๋ยไปกักตุนแต่อย่างใด เพราะส่วนมากไม่ได้มีเงินที่จะซื้อไปตุน หากเป็นไปได้ก็อยากให้สงครามสงบโดยเร็ว จะได้ไม่กระทบทั้งผู้ประกอบการและเกษตรกร







