สถานการณ์กลุ่มเปราะบางในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งประจวบคีรีขันธ์ “บ้านประจวบโชค” ถูกเปิดเผยตัวเลขล่าสุด พบผู้ใช้บริการมากกว่า 427 คน และเกือบ 99% เป็นผู้ป่วยจิตเวช ขณะที่หลายรายยังมีปัญหาสถานะสิทธิและการเข้าถึงการรักษาพยาบาล ล่าสุด สปสช.เขต 5 ราชบุรี ระดมหน่วยงานภาคีทั้งรัฐ–ท้องถิ่น–ภาคประชาชน ร่วมวางแผนแก้ปัญหาเร่งด่วน
เมื่อวันที่ 6 มี.ค.69 ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งประจวบคีรีขันธ์ (บ้านประจวบโชค) ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ คณะเจ้าหน้าที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 5 ราชบุรี นำโดย นางจินตนา แววสวัสดิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ และ น.ส.ใจทิพย์ สอนดี ผู้เชี่ยวชาญ สปสช.เขต 5 พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมประชุมบูรณาการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งประจวบฯ
การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อ ผลักดันให้ผู้ใช้บริการเข้าถึงสิทธิหลักประกันสุขภาพอย่างเป็นระบบ โดยที่ประชุมได้หารือแนวทาง ย้ายสิทธิการรักษาพยาบาลของผู้ใช้บริการ มาอยู่ในความดูแลของสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติบ้านนิคม กม.5 และโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ เพื่อให้สามารถเข้ารับการรักษาได้สะดวกและต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยังมีการร่วมกันแก้ปัญหาผู้ใช้บริการที่ ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร หรือมีสถานะเลข 0-89 โดยจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยติดตามเอกสาร ตามหาญาติ และตรวจ DNA เพื่อคืนสิทธิความเป็นคนไทย รวมถึงวางแผนดูแลสุขภาพเชิงรุก ทั้งการคัดกรองโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน วัณโรค การดูแลผู้ป่วยจิตเวช การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์
ด้าน นางวีระนุช ยิ้มหนองโพธิ์ ผู้ปกครองสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งประจวบฯ เปิดเผยว่า ปัจจุบันบ้านประจวบโชคมีเจ้าหน้าที่ 47 คน และมีผู้ใช้บริการรวม 427 คน แบ่งเป็นชาย 300 คน หญิง 127 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้สูงอายุ 121 คน และพบว่าผู้ใช้บริการเกือบทั้งหมดเป็นผู้ป่วยจิตเวช โดยมีเพียง 1 คนเท่านั้นที่ไม่ต้องรับประทานยารักษา
จากการประเมินศักยภาพผู้ใช้บริการ พบว่าอยู่ในระดับ เกรด A จำนวน 40 ราย เกรด B จำนวน 252 ราย และเกรด C จำนวน 135 ราย ขณะที่ด้านสถานะทะเบียนราษฎร พบว่ามีผู้มีบัตรประชาชน 343 ราย ไม่มีสถานะทางทะเบียน 23 ราย และมีสถานะเลข 0-89 อีก 61 ราย รวมถึงมีผู้พิการในสถานคุ้มครองมากถึง 219 ราย
ผู้ปกครองสถานคุ้มครองฯ ย้ำว่า เป้าหมายของบ้านประจวบโชค ไม่ใช่เพียงการดูแลผู้ใช้บริการจนเสียชีวิตในสถานคุ้มครอง แต่ต้องการฟื้นฟูศักยภาพ เพื่อส่งพวกเขากลับคืนสู่ครอบครัว ชุมชน และสังคม โดยมีการประเมินสุขภาพ ศักยภาพ และความพร้อมในการใช้ชีวิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตและทำงานได้เหมือนคนทั่วไป
ทั้งนี้ การบูรณาการของหน่วยงานภาคีในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการ เปิดทางให้กลุ่มเปราะบางกว่า 400 ชีวิต ได้เข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาลและการดูแลสุขภาพอย่างเท่าเทียม พร้อมผลักดันให้พวกเขามีโอกาสกลับคืนสู่สังคมอย่างมีศักดิ์ศรี.








