สืบกาฬสินธุ์โชว์ผลงานเด่นรวบยกแก๊งม้ากดเงิน สมุนสแกมเมอร์จีนเทา
ชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ ภายใต้การนำโดยผบช.ภ.4 และผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ โชว์ผลงานเด่นกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยี วางแผนล้อมจับแก๊งบัญชีม้ากดเงิน สมุนแก๊งสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์จีนเทา หลังแกะรอยมานานกว่า 1 เดือน รวบผู้ต้องหา 4 รายคาลานจอดรถห้างดัง เผยพฤติการณ์สุดล้ำ แบ่งหน้าที่ชัดเจน ตั้งแต่ชาวกระเหรี่ยงเข้าพื้นที่หาคนเปิดบัญชี กดเงิน จ้างคนคุมม้า ไปจนถึงผู้สั่งการรับคำสั่งตรงจากบอสจีนผ่าน Telegram ยึดของกลางเงินสด 3 แสนบาท พร้อมรถยนต์ใช้ก่อเหตุ เผยแก๊งนี้กำลังออกก่อเหตุในภาคอีสาน พบความเชื่อมโยงเหยื่อถูกหลอกโอนเงินข้ามจังหวัด
วันที่ 7 มี.ค.69 พ.ต.อ.นพวิทย์ ดิษฐาธนาธรสิริ ผกก.สืบสวน.ภ.จว.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผบช.ภ. 4 , พล.ต.ต.นพเก้า โสมนัส รอง ผบช.ภ.4 พล.ต.ต.ทรงพล บริบาลประสิทธิ์ ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ พ.ต.อ.ขจรฤทธิ์ วงศ์ราช รอง ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ , พ.ต.อ.นพวิทย์ ดิษฐาธนาธรสิริ ผกก.สืบสวน.ภ.จว.กาฬสินธุ์พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดผู้จับกุม กก.สส.ภ.จว.กาฬสินธุ์ นำโดย พ.ต.ต.ประมาณ ยศคำลือ สว.กก.สส.ภ.จว.กาฬสินธุ์ ร.ต.อ.สรัศฑัศ ดาทุมมา รองฯสว.กก.สสฯ, ร.ต.อ.พิชิต โยธานันท์ รอง สว.กก.สส.ฯ ,ร.ต.ท.ชุมพล พันประดับ, ร.ต.ต.สมชาย บุญเกตุ พร้อมกำลังตำรวจ กก.สส.ภ.จว.กาฬสินธุ์
ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหา ข้อหา “อั่งยี่” แก๊งเปิดบัญชีม้ากดเงิน เครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ กลุ่มจีนเทา 4 ราย พร้อมของกลาง เงินสด 300,000 บาท ( ได้จากการเบิกถอนเงินสดของบัญชีม้ากดเงิน ), สมุดบัญชีธนาคารชื่อบัญชี นางสาวสุจิตรา จิตติวัฒน์ จำนวน 1 เล่ม ( บัญชีม้า/ภายในมียอดเงินคงเหลือ จำนวน 145,972.78 บาท ),โทรศัพท์มือถือที่กลุ่มผู้ต้องหาใช้ติดต่อประสานงาน จำนวน 5 เครื่อง, รถยนต์นั่งส่วนบุคคล และ สมุดบัญชีธนาคาร จำนวน 1 เล่ม
พ.ต.อ.นพวิทย์ ดิษฐาธนาธรสิริ ผกก.สืบสวน.ภ.จว.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันในประเทศไทยพบว่าการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และจากข้อมูลสรุปภาพรวมสาขาของธนาคารที่มีการถอนเงินบ่อยที่สุด 5 อันดับแรก ของ ภ.4 พบว่าธนาคารสาขาโลตัสกาฬสินธุ์แห่งหนึ่ง มีการฝาก-ถอนเงินเป็นจำนวนถึง 16 ครั้ง และตู้เอทีเอ็มที่มีการถอนเงินบ่อยที่สุดพบว่าเป็นของธนาคารแห่งหนึ่ง ใน ต.เหลี่ยม อ.นามน จ.กาฬสินธุ์ จากข้อมูลที่ได้แสดงว่ามีการกระทำผิดในพื้นที่
ดังนั้น พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผบช.ภ. 4 และพล.ต.ต.ทรงพล บริบาลประสิทธิ์ ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ จึงได้กำชับให้ชุดสืบสวนเร่งติดตามตัวผู้กระทำผิด เพราะเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน ซึ่งพ.ต.อ.นพวิทย์ ดิษฐาธนาธรสิริ ผกก.สืบสวน ภ.จว.กาฬสินธุ์ จึงได้สั่งการให้ พ.ต.ท.ประมาณ ยศคำลือ สว.กก.สืบสวน ภ.จว.กาฬสินธุ์ พร้อมพวก ออกทำการสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิด ผู้ร่วมกระทำความผิด กลุ่มขบวนการ เพื่อที่จะดำเนินการตามกฎหมาย
ต่อมาจากการสืบสวนหาข่าวและเฝ้าติดตามพฤติกรรมกลุ่มเป้าหมายต้องสงสัย ทำให้ทราบว่าได้มีกลุ่มบุคคลต่างพื้นที่ เข้ามาจัดหาว่าจ้างคนในพื้นที่ เพื่อใช้บัญชีธนาคารรับโอนเงิน ก่อนจะพาไปเบิกถอนเงินทั้งที่เคาน์เตอร์ธนาคารและตู้กดเงินสด (ATM) ตามสถานที่ต่างๆในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์
กระทั่งวันที่ 6 มีนาคม 2569 จากการสืบสวนและรับแจ้งจากสายลับ ทราบว่ามีกลุ่มบุคคล จำนวน 4-5 คน รวมตัวกัน โดยใช้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเป็นยานพาหนะ ตระเวนถอนเงินสดที่เคาน์เตอร์ธนาคารแห่งหนึ่ง จึงเรียนผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นแล้ววางแผนเข้าจับกุม
จนเวลาประมาณ 13.30 น. พบรถยนต์คันดังกล่าวเข้ามาจอดบริเวณลานจอดรถหน้าห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ใน ต.กาฬสินธุ์ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ก่อนที่จะมีชาย-หญิงต้องสงสัย 2 คน ซึ่งทำหน้าที่เปิดบัญชีม้าและกดเงิน และนายเอ (นามสมมติ) ทำหน้าที่เป็นคนน.ส.สุจิตรา มาเบิกและกดเงิน ลงจากรถคันดังกล่าว แล้วฝ่ายหญิงเข้าไปเบิกถอนเงินสดที่ธนาคารแห่งหนึ่ง ส่วนฝ่ายชาย ยืนรออยู่บริเวณด้านนอก
ส่วนอีก 2 คน เป็นชาวกระเหรี่ยงรับคำสั่งผ่าน Telegram จากคนจีนที่เป็นแก๊งสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์เข้าพื้นที่มาหาคนเปิดบัญชีม้านั่งรออยู่ในรถ และเมื่อเบิกถอนเงินเสร็จ ชาย-หญิงดังกล่าวจึง เดินออกจากห้างฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ซุ่มรออยู่ จึงแสดงตัวเข้าควบคุมตัวกลุ่มบุคคลดังกล่าวไว้ได้ 4 คน พร้อมตรวจยึดของกลางไว้ตรวจสอบ
พ.ต.อ.นพวิทย์ กล่าวต่อว่า จากการสอบถาม 2 หนุ่ม เบื้องต้นได้ยอมรับว่าพวกตนรับคำสั่งมาจากบอสซึ่งเป็นคนจีนให้มาดำเนินการควบคุมการเบิกถอนเงินสดในพื้นที่จ.กาฬสินธุ์มาแล้วหลายครั้ง โดยใช้วิธีการ ติดต่อสื่อสารกับบอส(หัวหน้า)ทางแอพพลิเคชั่นเทเลแกรม (Telegram) ซึ่งก่อนหน้านี้หลังจากที่ถอนเงินสดแล้ว จะมีบุคคลไม่ทราบชื่อและนามสกุล ขับรถจักรยานยนต์มารับ เงินสดดังกล่าวไป
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงทำการจับกุมแจ้งข้อกล่าวหา “เป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย(อั้งยี่)” พร้อมนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย และจะได้สืบสวนขยายผล เพื่อติดตามผู้สั่งการ และผู้ร่วมก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป เนื่องจากข้อมูลเบื้องต้นพบว่าแก๊งเหล่านี้กำลังออกก่อเหตุในภาคอีสานและพบความเชื่อมโยงเหยื่อถูกหลอกโอนเงินข้ามจังหวัด








