สถานการณ์วิกฤติพลังงานยังคงส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในหลายภาคส่วน ล่าสุดลามถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชังใน เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งกำลังเผชิญปัญหายอดขายตกต่ำ ปลาตกค้างในกระชังจำนวนมาก และเสี่ยงต่อความเสียหายจากสภาพอากาศแปรปรวน
เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากเกิดภาวะน้ำมันขาดแคลนและราคาปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง แม้ราคาน้ำมันจะเริ่มปรับลดลงบ้าง แต่ภาพรวมยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ โดยเฉพาะภาคการเกษตร ทั้งข้าวเปลือก มะม่วง และสินค้าประมงที่ราคาตกต่ำ
กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชังในเขื่อนลำปาว ซึ่งถือเป็นสัตว์เศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดกาฬสินธุ์ กำลังเผชิญวิกฤติซ้ำซ้อน ทั้งต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ยอดขายลดลง และความเสี่ยงจากสภาพอากาศร้อนจัด รวมถึงปรากฏการณ์ “น้ำแดง” ในช่วงฝนใหม่ ที่อาจทำให้ปลาน็อคตายได้
นายคำมูล ลาวิรัตน์ อายุ 59 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชัง บ้านโนนศาลา ตำบลภูดิน อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันเลี้ยงปลานิลและปลาทับทิมรวม 30 กระชัง ให้อาหารวันละ 2 รอบ ใช้อาหารวันละ 16 กระสอบ ราคากระสอบละ 700 บาท ทำให้ต้นทุนค่อนข้างสูง
ขณะที่ราคาจำหน่ายปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนช่วงสงกรานต์ ปลาแดง (ปลาทับทิม) ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 80-90 บาท และปลานิลอยู่ที่ 70-80 บาท แต่หลังสงกรานต์ราคาลดลงประมาณ 10 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ส่งผลต่อค่าขนส่ง
“ยอดขายลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมเคยส่งปลาได้ครั้งละหลายร้อยกิโลกรัมหรือเป็นตัน ปัจจุบันเหลือเพียง 300-400 กิโลกรัมต่อเที่ยวเท่านั้น ทำให้ปลาที่ถึงอายุจับจำหน่ายตกค้างในกระชังจำนวนมาก” นายคำมูลกล่าว
เกษตรกรยังต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงจากสภาพอากาศร้อนจัด และฝนใหม่ที่อาจทำให้น้ำเปลี่ยนสีเป็น “น้ำแดง” ซึ่งเป็นอันตรายต่อปลา หากเกิดขึ้นอาจทำให้ปลาน็อคตายได้ โดยแนวทางรับมือคือเร่งระบายปลาออกจากกระชัง หรือย้ายกระชังเพื่อลดความหนาแน่น
ด้านนายคารม อิ่มแมน อายุ 45 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชังอีกราย กล่าวว่า ปีนี้ยอดขายลดลงถึง 40% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงจากภาวะราคาน้ำมันแพง ทำให้ปลาที่เตรียมจำหน่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ตกค้างจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม เกษตรกรส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า วิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับตัว โดยสนับสนุนให้ภาครัฐเร่งส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก เช่น พลังงานสะอาด หรือ “ไฟฟ้าชีวมวล” เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในกระบวนการผลิตและการขนส่งได้ในระยะยาว ทั้งนี้ เกษตรกรเชื่อว่าหากมีการผลักดันนโยบายพลังงานทางเลือกอย่างจริงจัง จะเป็นทางออกสำคัญในการแก้ไขปัญหาวิกฤติพลังงาน และช่วยให้เศรษฐกิจภาคการเกษตรกลับมาฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน








