ผลตรวจคุณภาพน้ำสาละวินครั้ง 2 สคพ.1พบตะกอนดินปนเปื้อนหนักเป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินรุนแรง-หากกินปลาเป็นประจำอาจทำลายสุขภาพ “ผศ.ว่าน”เผยน่าเป็นห่วงกว่าแม่น้ำโขง
เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (สคพ.1) เชียงใหม่ ได้เผยแพร่รายงานสถานการณ์คุณภาพน้ำในแม่น้ำสาละวินและลำน้ำสาขา และผลกระทบกรณีปัญหาสารปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานครั้งที่ 2 โดยระบุว่ามีการตรวจคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่แม่น้ำสาละวิน พรมแดนไทย-พม่า จากบ้านท่าตาฝั่ง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ถึงบ้านสบเมย อ.สบเมย รวมทั้งลำน้ำสาขา อาทิ ลำน้ำโพซอ ลำน้ำแม่สามแลบ แม่น้ำเมย แม่น้ำยวม และแม่น้ำปาย
กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กำหนดแผนตรวจวัดคุณภาพน้ำในแม่น้ำสาละวินและลำน้ำสาขา ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 ถึงกันยายน 2569 รอบการตรวจสองเดือนต่อครั้ง ผลการตรวจครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 26 ถึง 30 มกราคม 2569 พบว่าความขุ่นจากการตรวจวัดครั้งที่ 1 มีค่าอยู่ระหว่าง 391 – 1,477 NTU และผลการตรวจวัดครั้งที่ 2 พบว่ามีค่าอยู่ระหว่าง 42.7 – 53.9 NTU แต่การตรวจสารหนู (As) กลับมีค่าเกินมาตรฐานทุกจุดตรวจวัด โดยมีค่าอยู่ในช่วง 0.034 ถึง 0.038 มิลลิกรัมต่อลิตร (มก./ล.) ในขณะที่คุณภาพน้ำในลำน้ำสาขาทั้งหมดมีค่าเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด
สำหรับผลตรวจวัดคุณภาพตะกอนดินครั้งที่ 2 พบว่าค่าสารหนูมีค่าเกินมาตรฐานคุณภาพตะกอนดินระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรง ตั้งแต่บริเวณบ้านท่าตาฝั่งจนถึงบ้านสบเมยในทุกจุดตรวจวัด โดยมีค่าอยู่ในช่วง 36 ถึง 75 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สคพ.1 ระบุว่ามาตรฐานคุณภาพตะกอนดินในแหล่งน้ำผิวดิน “ระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรง” หมายถึงค่าที่ตรวจพบมากกว่า 33 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักแห้ง ซึ่งอาจจะมีการสะสมในปลา
หากชาวบ้านบริโภคปลาเป็นจำนวนมากและเป็นประจำ อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัย เช่น ชาที่ปลายมือปลายเท้า เป็นโรคไข้ดำ ผิวหนังหนาและเข้มขึ้น รวมถึงอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยสัตว์หน้าดินหมายถึงสัตว์ที่หากินอยู่ในตะกอนดินในแหล่งน้ำผิวดิน ส่วนใหญ่เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เช่น ไส้เดือนน้ำ สัตว์จำพวกกุ้งและหอยขนาดเล็ก ผศ.ดร.ว่าน วิริยา ผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และอาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่าผลการตรวจเป็นไปในแนวทางตามที่ มช. เคยตรวจครั้งก่อน
ที่น่าแปลกใจคือ ผลก่อนหน้านี้โลหะหนักจะขึ้นอยู่กับความขุ่น คือน้ำขุ่นมากโลหะหนักจะมาก แต่ที่สาละวินครั้งนี้กลายเป็นว่าน้ำใสมากเมื่อเทียบกับครั้งก่อนๆ แต่ความเข้มข้นของสารหนูกลับมากกว่า หรือสารหนูชุดนี้ไม่ใช่รูปของตะกอนแต่เป็นสารหนูที่เป็นของเหลวหรือไม่ ข้อสงสัยอาจมากกว่านั้นว่าเป็นช่วงพื้นที่ที่ความเข้มข้นของปริมาณน้ำลดลงหรือไม่ จึงทำให้ความเข้มข้นของสารหนูเพิ่มขึ้น ซึ่งเราไม่ทราบแหล่งที่มาว่าเป็นสารแขวนลอย ตะกอน หรือเป็นสารหนูที่เป็นของเหลว (Liquid As) และไม่รู้ว่าที่แม่น้ำสาละวินมีกิจกรรมอะไรที่ผิดปกติ หรือปริมาณน้ำในแม่น้ำลดลงหรือไม่
หากสาละวินในช่วงฤดูแล้งนี้มีปริมาณน้ำน้อยลงแต่ยังมีกิจกรรมเหมือนเดิม ความเข้มข้นจึงสูงขึ้น ตะกอนก็มีความเข้มข้น และรอบนี้ไม่ได้ตรวจที่แม่น้ำสาละวินพรมแดนไทย-พม่าตอนบน แต่มีการตรวจที่ลำน้ำสาขาอื่นๆ เช่น แม่น้ำปาย ซึ่งไม่ทราบว่า สคพ.1 มีข้อสันนิษฐานอะไร แต่ที่สาละวินมีปัจจัยเยอะมาก ผมรู้สึกว่าน่าเป็นห่วงที่สุด รองลงมาคือแม่น้ำโขง แม่น้ำสาย และแม่น้ำกก ตามลำดับ คิดว่าสาละวินอาจมีกิจกรรมเหมืองตามลำน้ำสาขาค่อนข้างมาก เรายังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน แต่ทราบจากสภาบริหารชั่วคราวรัฐคะเรนนี (IEC) ว่ามีการทำเหมืองเดิมแต่เปลี่ยนมาใช้สารเคมีเพิ่มขึ้น
ผลการตรวจดินตะกอนพบว่าอยู่ในเกณฑ์ที่อันตรายมากเพราะปนเปื้อนสูงตรงกับที่ทีม มช. เคยตรวจ แปลว่าโลหะหนักสะสมในแหล่งนั้นค่อนข้างสูง พิษนี้หลับอยู่และจะตื่นได้ทุกเมื่อเมื่อไหลมากับน้ำช่วงน้ำหลาก เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินและหอยต่างๆ ผมได้แจ้งไปที่ อบต.แม่สามแลบ ให้เก็บตัวอย่างหอยมาตรวจ เพราะทราบว่าชาวบ้านนิยมกินในหน้าแล้ง
#แม่น้ำสาละวิน #สารหนู #สิ่งแวดล้อม #เตือนภัยสุขภาพ #แม่สะเรียง #สบเมย







