ข่าวภูมิภาค

กรมวิชาการเกษตร ดันปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-ทรี เพิ่มรากพืช หนุนผลผลิตมันสำปะหลัง-อ้อย

แชร์ข่าว

ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-ทรี เพิ่มราก เพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน อย่างยั่งยืน จากกลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร

กรมวิชาการเกษตร เดินหน้าขับเคลื่อนงานวิจัยปุ๋ยชีวภาพ ต่อยอดเทคโนโลยี ‘PGPR-3’ หรือจุลินทรีย์ส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี และยกระดับความยั่งยืนของภาคการเกษตรไทย ซึ่งปุ๋ยชีวภาพ PGPR-3 ของกรมวิชาการเกษตร ประกอบด้วยแบคทีเรียสำคัญ 2 สกุล อะโซสไปริลลัม และกลูคอนอะซิโตแบคเตอร์ ช่วยเพิ่มราก เพิ่มประสิทธิภาพการดูดน้ำและธาตุอาหาร ทำให้พืชแข็งแรง ต้านทานโรค และให้ผลผลิตสูงขึ้น

ดร.กัลยกร โปร่งจันทึก นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ในการศึกษากับมันสำปะหลังในชุดดินโคราช พบว่า พันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์ระยอง 9 ถึงร้อยละ 18 การใช้ปุ๋ยชีวภาพ PGPR-3 ช่วยเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังมากกว่าการไม่ใช้ ถึงร้อยละ 13.89 สูตรที่ให้ผลผลิตสูงสุด

คือ การใช้มูลไก่แกลบ 500 กิโลกรัมต่อไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมี 16-8-16 ให้ผลผลิตเฉลี่ยกว่า 6,700 กิโลกรัมต่อไร่ และที่สำคัญของการใช้ PGPR-3 ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ สามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมี N-P-K ลงได้ถึง 50% เป็นแนวทางการจัดการปุ๋ยที่ให้ผลคุ้มค่าต่อการลงทุนมากที่สุด และจากผลการดำเนินงานกับแปลงต้นแบบ จังหวัดนครราชสีมา ที่ใช้ PGPR-3 ร่วมกับการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน 100 เปอร์เซ็นต์ ให้ผลผลิตสูงกว่าแปลงเกษตรกรถึงร้อยละ 17.75 และมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 23.20 ขณะที่จังหวัดสุรินทร์ มีการใช้ PGPR-3 ร่วมกับการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินเพียง 75 เปอร์เซ็นต์ ให้ผลผลิตสูงกว่าแปลงเกษตรกรร้อยละ 8.42 และมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 23.36 ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่า PGPR-3 ไม่เพียงช่วยเพิ่มผลผลิตอ้อย แต่ยังช่วยลดต้นทุนด้านปุ๋ยเคมี และเพิ่มรายได้สุทธิให้กับเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม

จากการวิเคราะ ทดลอง วิจัย จะเห็นได้ว่า ปุ๋ยชีวภาพ PGPR-3 เป็นผลงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตร ประกอบด้วยแบคทีเรียบริเวณรากพืช 2 สกุลสำคัญ ได้แก่ อะโซสไปริลลัม และกลูคอนอะซิโตแบคเตอร์ ซึ่งมีคุณสมบัติในการตรึงไนโตรเจน ละลายธาตุอาหารที่อยู่ในดินให้อยู่ในรูปที่พืชนำไปใช้ได้ และสร้างสารกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช คล้ายฮอร์โมน IAA โดยจุลินทรีย์กลุ่มนี้ช่วยเพิ่มปริมาณรากพืชอย่างน้อย 20 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้พืชสามารถดูดน้ำและธาตุอาหารได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้นพืชแข็งแรง ทนทานต่อโรคและแมลงและช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้อย่างน้อย 25 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ ในการดำเนินงานของ กรมวิชาการเกษตร ได้พัฒนาและขยายผลเทคโนโลยี PGPR-3 สู่การผลิตอ้อยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง โดยดำเนินการในจังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดสุรินทร์ ภายใต้แนวทางเกษตรกรมีส่วนร่วม เพื่อให้เทคโนโลยีสามารถนำไปใช้ได้จริงในระดับแปลงเกษตร ตลอดการดำเนินโครงการ มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านการฝึกอบรมและแปลงเรียนรู้ให้แก่เกษตรกร โดยเกษตรกรส่วนใหญ่มีความพึงพอใจ และยอมรับเทคโนโลยีการใช้ปุ๋ยชีวภาพ PGPR-3 ว่าเป็นแนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในแปลงของตนเอง ปุ๋ยชีวภาพ PGPR-3 คืออีกหนึ่งตัวอย่างของงานวิจัยที่เชื่อมโยง ระหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเกษตรกร ภายใต้บทบาทของกรมวิชาการเกษตรในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และดูแลทรัพยากรดินอย่างยั่งยืนและนี่ไม่ใช่เพียงการเพิ่มผลผลิต แต่คือการวางรากฐานความมั่นคงทางอาหาร และอนาคตของเกษตรไทยในระยะยาว

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หน่วยงานของกรมวิชาการเกษตร กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร โทรศัพท์ 0-2579-7522-3, 0-2579-4116 E-mail: soilscience2560@gmail.com

ข่าวแนะนำ