ชาวบ้านสตูล 5 หมู่บ้านโอด! สถานีสูบน้ำ 33 ล้านส่อร้าง เหตุโจรลักสายไฟทำระบบพังซ้ำซาก ด้าน ป.ป.ช. จี้ท้องถิ่นเร่งซ่อมคืนความสุขคนทำนา
วันที่ 18 ก.พ.69 บทเรียนราคาแพงของโครงการงบประมาณรัฐกำลังกลายเป็นประเด็นร้อนในจังหวัดสตูล เมื่อสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้ามูลค่ากว่า 33 ล้านบาท ณ บ้านปลักมาลัย หมู่ที่ 1 ตำบลกำแพง อำเภอละงู ต้องตกอยู่ในสภาพหยุดชะงักและส่อเค้าถูกทิ้งร้าง เนื่องจากปัญหาการลักลอบตัดสายไฟและทำลายหม้อแปลงไฟฟ้าจนระบบเสียหายอย่างหนัก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรครอบคลุมพื้นที่กว่า 1,500 ไร่ ที่ต้องขาดแคลนน้ำหล่อเลี้ยงพืชผลทางการเกษตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางหลังจากเพจดังออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงความคุ้มค่าของโครงการ จนนำไปสู่การลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงรุกของ นางสาวศุภาลักษณ์ จิรักษา ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดสตูล ร่วมกับผู้อำนวยการโครงการชลประทานสตูล และเทศบาลตำบลกำแพงเมืองใหม่ เพื่อเร่งหาทางออกและฟื้นฟูระบบให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง
จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า รากเหง้าของปัญหาไม่ได้เกิดจากความล้มเหลวทางเทคนิคในการก่อสร้าง แต่เกิดจากกลุ่มมิจฉาชีพที่ฉวยโอกาสในช่วงเดือนกรกฎาคม 2567 ซึ่งเป็นช่วงที่มีฝนตกชุกและเครื่องสูบน้ำหยุดพักการทำงาน เข้ามาทำการโจรกรรมสายไฟและทำลายระบบควบคุมไฟฟ้าจนพังเสียหาย โดยนายสมชาย เหมาะแหล่ ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่ข้าวกำแพง และผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ได้สะท้อนความเดือดร้อนของชาวบ้านกว่า 150 ครัวเรือนใน 5 หมู่บ้านรอบพื้นที่ว่า น้ำจากสถานีแห่งนี้เปรียบเสมือนลมหายใจของเกษตรกร เพราะช่วยให้สามารถปลูกพืชหลังนาและข้าวโพดสร้างรายได้มหาศาล แต่เมื่อระบบถูกทำลาย เกษตรกรเหมือนถูกตัดหนทางทำกิน และด้วยมูลค่าความเสียหายที่ประเมินไว้เกือบ 1 ล้านบาท ทำให้ชาวบ้านหาเช้ากินค่ำไม่สามารถรวมทุนกันซ่อมแซมเองได้ จึงวอนขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งมือแก้ไขก่อนความเสียหายจะขยายวงกว้างไปมากกว่านี้
ทางด้านสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดสตูล ได้ให้ข้อเสนอแนะต่อเทศบาลตำบลกำแพงเมืองใหม่ โดยเน้นย้ำว่าปัญหาการโจรกรรมอุปกรณ์ของรัฐเป็นเรื่องที่ต้องมีการป้องกันเชิงรุก ไม่ใช่เพียงแค่การตามซ่อมแซมภายหลัง โดยเสนอให้มีการติดตั้งกรงเหล็กล็อกอุปกรณ์อย่างหนาแน่นหรือติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมเพื่อป้องปรามเหตุ พร้อมกำชับให้เร่งอนุมัติงบประมาณซ่อมแซมตามที่ประเมินไว้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อใหม่ในวงเงิน 450,000 บาท หรือการซ่อมแซมในวงเงิน 200,000 บาท ตามที่ผู้บริหารท้องถิ่นเห็นชอบ เพื่อแสดงให้เห็นว่าภาครัฐไม่ได้ทอดทิ้งโครงการและให้ความสำคัญกับความเดือดร้อนของประชาชนเป็นลำดับแรก พร้อมทั้งต้องสื่อสารความคืบหน้าให้ชาวบ้านได้รับทราบอย่างต่อเนื่องเพื่อลดความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น
ขณะที่ ว่าที่ ร.ต.สุกล พรหมรักษ์ ปลัดเทศบาลตำบลกำแพงเมืองใหม่ ยืนยันว่าในขณะนี้ขั้นตอนการประเมินราคาซ่อมแซมได้เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว และเตรียมเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอย่างเร่งด่วน โดยตั้งเป้าว่าจะดำเนินการซ่อมแซมระบบไฟฟ้าให้แล้วเสร็จภายใน 20 วัน เพื่อให้สถานีสูบน้ำกลับมาพร้อมใช้งานได้ทันรองรับวิกฤตหน้าแล้งที่กำลังจะมาถึง ทั้งนี้ยังให้ความมั่นใจแก่เกษตรกรว่าระบบสูบน้ำดังกล่าวยังมีประสิทธิภาพสูง ทั้งพลังการสูบและการส่งน้ำที่ไกลครอบคลุมพื้นที่เกษตรกรรม ขอเพียงแค่มีระบบไฟฟ้าที่สมบูรณ์กลับมาหล่อเลี้ยง สถานีแห่งนี้จะกลับมาเป็นที่พึ่งหลักในการสร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชาวนาในพื้นที่ตำบลกำแพงได้ดังเดิมอย่างแน่นอน








