นักวิชาการวิเคราะห์สูตรจัดตั้งรัฐบาล ชี้โมเดล “ไม่ยี้เลย” ทำได้ยากในทางการเมืองไทย แนะคัดคนมีความสามารถนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีให้ตรงงาน มองสูตรภูมิใจไทย–กล้าธรรม–เพื่อไทย มีโอกาสสร้างเสถียรภาพมากสุด
เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 13 ก.พ.69 ผศ.นพพร ขุนค้า อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ได้กล่าวถึงสูตรในการเตรียมจัดตั้งรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อนั่งทำงานต่อหลังจากชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายขยายขนาดของพรรคให้ใหญ่ขึ้นถึงกว่า 3 เด้งว่า หากจะเอาแบบไม่ยี้เลยนั้นมองว่ามันเป็นไปได้ยากในทางการเมืองไทย เพราะต้องเอาคนที่มีความรู้ความสามารถในตรงนั้นไปนั่งในกระทรวงนั้นจึงจะไม่ยี้
หมายความว่าจะต้องเอาคนมาจากคนที่มีความรู้ความสามารถจริงๆ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ลำบากและทำได้ยาก เพราะการเมืองไทยนั้น ในการจัดสรรรัฐมนตรียังแบ่งกันตามสัดส่วน ตามโควต้าอยู่ บางครั้งคนที่มานั่งเป็นรัฐมนตรีอาจจะไม่มีความรู้ความสามารถในเรื่องนั้นเลยก็ได้ ฉะนั้นแล้วจึงมองว่าสูตรที่ไม่ยี้ก็คือจะต้องเอาตามมายาคติก่อนอุดมคติ จึงต้องเอาคนที่มีความสามารถในเรื่องนั้นจริงๆ เข้าไปนั่งในกระทรวงโดยไม่คำนึงถึงสัดส่วนจำนวน ส.ส.ของแต่ละก๊กแต่ละก๊วน
ส่วนความเป็นไปได้ในการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย เพื่อจะให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองนั้น รัฐบาลจะต้องมีเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งไปเยอะๆ คือ ถ้ากึ่งหนึ่งเท่ากับ 250 จะต้องเกินไปถึงจำนวน 300 กว่า และหากได้ถึง 300 กว่ารัฐบาลก็จะทำงานแบบหายใจโล่ง แม้จะมีข่าวออกมาอย่างไรในส่วนตัวก็ยังเชื่อว่าพรรคที่จะมาเป็นตัวยืนในการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันก็คือพรรคกล้าธรรม และหากจะเอาแบบมั่นคงและมีเสถียรภาพไปเลยนั้น ก็ต้องมีพรรคเพื่อไทยเข้ามาร่วมด้วย
หาก 3 พรรคนี้มาร่วมกันก็เชื่อได้ว่าเสถียรภาพของรัฐบาลจะมีความมั่นคง ในสภาวะที่ผลการเลือกตั้งออกมาเป็นแบบนี้ ดีกว่าไปรวมเอาพรรคเล็กพรรคน้อย ซึ่งมันจะสร้างความปวดให้แก่นายอนุทิน เอง เนื่องจากพรรคเล็กพรรคน้อยที่ได้มา 5 เสียง 3 เสียงหรือ 1 เสียงนั้น พูดแบบง่ายๆ ก็คือพรรคเหล่านี้ไม่มีหัวหน้าก๊วนและไม่ได้เป็นพรรคเดียวกันจริงๆ พอมาต่อรองตำแหน่งแล้วมันจะเกิดเป็นความปวดหัว ถ้ามองด้านเสถียรภาพของรัฐก็ต้องออกมาเป็นแบบนี้ คือ ภูมิใจไทย กล้าธรรม และเพื่อไทย
ส่วนสูตรอื่นนั้นคงเป็นไปได้ยาก เช่น ร่วมกับพรรคกล้าธรรมรวมกับประชาธิปัตย์ หรือหากจะเอาพรรคกล้าธรรมและรวมกันกับพรรคประชาชนซึ่งไม่มีทางรวมกันอยู่แล้ว 2 พรรคนี้ แม้กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์เองนั้น ก็ได้ประกาศแล้วว่าไม่เอาพรรคกล้าธรรม ซึ่งสูตรนี้หลายคนนั้นได้คิดไปไกลแบบพลิกขั้วกันไปเลยแล้วนั้น แต่สำหรับส่วนตัวแล้วมองว่ายาก และโดยมารยาททางการเมืองทุกฝ่ายนั้นก็ต้องให้พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคที่ได้เสียงอันดับหนึ่งจัดตั้งรัฐบาลก่อน จะเอาพรรคกล้าธรรม หรือพรรคประชาชนเป็นสารตั้งต้นก็ยังมองว่าลำบาก
ตอนนี้การเมืองไทยจึงยังไม่ต้องคิดอะไรให้ซับซ้อน อะไรที่มั่นคงอะไรที่ผู้นำรัฐบาล ผู้นำคณะรัฐมนตรีไม่ปวดหัว เขาก็ต้องเอาสูตรนั้น และที่ได้พูดไปแล้วทั้งภูมิใจไทย กล้าธรรม และเพื่อไทย เขาก็เพื่อนเก่ากันทั้งนั้น ฉะนั้นแล้วเขาก็คงจะคุยกันได้ง่ายกว่า และมองว่าไม่ว่าจะออกมาสูตรไหน ภูมิใจไทยและกล้าธรรม ก็จะเป็นตัวยืนในการจัดตั้งรัฐบาลอยู่ดี และยังเชื่ออยู่ลึกๆ อีกว่าพรรคฝ่ายค้านก็คือพรรคประชาชนร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์
ขึ้นอยู่กับว่านายอนุทิน จะเอาพรรคเล็กเข้ามาร่วมด้วยหรือไม่ หากไปเอาเพื่อไทยมาก็ไม่จำเป็นต้องไปเอาพรรคเล็กมาให้ปวดหัว และส่วนตัวยังมองว่ารัฐบาลจะไม่จุกจิกด้วย ส่วนการจะข้ามไปอีกซีกหนึ่งเลย เช่น ภูมิใจไทยรวมกับพรรคประชาชนนั้นคงเป็นไปไม่ได้ เพราะพรรคประชาชนเขาได้ประกาศมาก่อนหน้านี้แล้วว่า เขาจะไม่โหวตให้กับนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี ผศ.นพพร กล่าว
และกล่าวต่อว่าสำหรับข้อเสนอแนะในการจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ ก็อยากฝากไปถึงยังนายอนุทิน ว่าอย่าไปนึกถึงแต่โควต้ากลุ่มก๊วนทางการเมืองหรือสัดส่วนให้มากนัก คนมาเป็นรัฐมนตรีต้องเอาคนที่มีความรู้ความสามารถในเรื่องนั้น และต้องขอเน้นย้ำไว้ตรงนี้เลยว่า ต้องเอาคนที่มีความรู้ความสามารถบ้าง ไม่ใช่มัวมาคำนึงถึงแต่การเมือง มิฉะนั้นแล้วต่อให้จะนำคนที่มีประสบการณ์อย่างไรมา แต่เมื่อไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น แล้วเข้าไปนั่งในกระทรวงนั้น ประเทศไทยก็จะกลายเป็นสถานที่ฝึกหัดหรือเป็นเก้าอี้ดนตรีให้คนมาผลัดเปลี่ยนกันนั่ง หรือให้นักการเมืองเข้ามาวนลูปแบบเดิมๆ อยู่บนเก้าอี้
จึงขอขีดเส้นใต้ฝากเอาไว้เลยว่า ขอให้คำนึงถึงความรู้ความสามารถ ไม่อย่างนั้นกระทรวงในแต่ละกระทรวงก็จะได้มือสมัครเล่น แม้ว่าจะเคยมีประสบการณ์ทางการเมืองมาก่อน ก็จะได้มือสมัครเล่นมานั่งเวียนกระทรวงตามโควต้า และจะทำให้การเมืองไทยจมอยู่ในระบบแบบเดิมๆ ผศ.นพพร กล่าว







