ข่าวภูมิภาค

ครูชุมพรผวา! แจ้งความถูก ผอ.ขู่ “ยิงหัว”หลังร้องปปช.ปมทุจริตงบอาหารกลางวัน

แชร์ข่าว

ครูสอนดนตรีสากลโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดชุมพร เข้าแจ้งความบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่ สภ.ท่าแซะ หลังถูกร้องเรียนผู้อำนวยการโรงเรียนต่อสำนักงาน ป.ป.ช. กรณีพบความผิดปกติในการเบิกจ่ายงบประมาณค่าอาหารกลางวันนักเรียน ก่อนถูกข่มขู่คุกคามอย่างรุนแรงถึงขั้นใช้ถ้อยคำหมายเอาชีวิต “จะฆ่าทั้งตระกูล ฆ่าให้ตายยกครัว และจะยิงหัวตายคู่” ทำให้หวาดผวาและไม่มั่นใจในความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

ครูผู้ร้องเรียนเปิดเผยว่า ได้ตรวจพบความผิดปกติในการเบิกจ่ายงบประมาณอาหารกลางวันนักเรียน โดยมีการเบิกค่าอาหารในวันที่ไม่มีการจัดการเรียนการสอน หรือวันที่นักเรียนไม่ได้รับประทานอาหารจริง จึงได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประจำจังหวัดชุมพร รวมถึงหน่วยงานต้นสังกัดด้านการศึกษา เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง

ต่อมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับคำร้องไว้ดำเนินการตรวจสอบ แต่ภายหลังการร้องเรียน ครูกลับถูกผู้บริหารสถานศึกษาซึ่งเป็นผู้ถูกร้องเรียน แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมในสถานศึกษา มีการใช้ถ้อยคำข่มขู่คุกคามหลายครั้ง รวมถึงถ้อยคำรุนแรงในลักษณะว่าจะ “ยิงหัว” ซึ่งสื่อถึงการหมายเอาชีวิต ทำให้ครูผู้ร้องเรียนเกิดความหวาดกลัวและเห็นว่าอาจไม่ปลอดภัย จึงจำเป็นต้องเข้าแจ้งความบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน

ครูผู้ร้องเรียนระบุเพิ่มเติมว่า การร้องเรียนดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการเบิกจ่ายเงินค่าอาหารกลางวันนักเรียน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ช่วงวันที่ 7-8 ธันวาคม 2566 ซึ่งเป็นการเบิกจ่ายอันเป็นเท็จ เพื่อเตรียมความพร้อมในการขอรับการประเมินสถานศึกษาเพื่อรับรางวัลพระราชทาน โดยไม่ได้ผ่านคณะกรรมการสถานศึกษา อีกทั้งยังมีการดำเนินการแก้ไขเงินกำไรจากยอดขายไอศกรีม และไม่ดำเนินการปันผลเงินกำไรของสหกรณ์โรงเรียน ส่งผลให้โรงเรียนได้รับความเสียหาย

สำนักงาน ป.ป.ช. ได้แจ้งผลการตรวจสอบเบื้องต้นว่า ได้ดำเนินการขอทราบข้อเท็จจริง เรียกเอกสารหลักฐานจากโรงเรียน และสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยคณะกรรมการพิจารณาเห็นว่า กรณีการเบิกจ่ายค่าอาหารกลางวันนักเรียน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 เป็นเท็จ มีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินการไต่สวนต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นกรณีกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการหรือเทียบเท่าลงมา และไม่เข้าข่ายความผิดร้ายแรงตามแนวทางการพิจารณาของคณะกรรมการ จึงมีมติให้มอบหมายให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ดำเนินการแทน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 62 ขณะนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ส่งมอบเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ โดยให้สำนักงาน ป.ป.ท. ดำเนินการตามพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ท. ได้รับเรื่องร้องเรียนไว้แล้ว และอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน ป.ป.ท. เขต 4 โดยสามารถติดตามความคืบหน้าผลการดำเนินการได้ที่สำนักงาน ป.ป.ท. เขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ครูผู้ร้องเรียนยังเปิดเผยอีกว่า หลังจากยื่นเรื่องร้องเรียน ถูกคุกคามอย่างต่อเนื่องทั้งทางวาจาและพฤติกรรม โดยมีเหตุการณ์ที่ผู้บริหารเดินผ่านและกล่าวถ้อยคำข่มขู่ถึงชีวิต เช่น หากถูกไล่ออก “จะไม่ตายดี” รวมถึงการกล่าวอ้างว่ามีการว่าจ้างบุคคลมาทำร้ายตนเองและครอบครัว และยังมีการพูดซ้ำหลายครั้งในลักษณะเดียวกัน เช่น “กูจะยิงหัวตายคู่แน่นอน” ส่งผลให้เกิดความหวาดกลัวอย่างรุนแรง

กรณีนี้ไม่เพียงสะท้อนปัญหาความโปร่งใสในการใช้งบประมาณอาหารกลางวันนักเรียนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความปลอดภัยของผู้ร้องเรียนในระบบการศึกษา รวมถึงบรรยากาศภายในโรงเรียนที่อาจไม่เหมาะสมต่อเด็กนักเรียน หากมีการใช้ถ้อยคำรุนแรงในพื้นที่สถานศึกษา ครูผู้ร้องเรียนจึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งด้านการเงินและพฤติกรรมการคุกคาม พร้อมขอให้มีมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยผู้ร้องเรียนและพยาน รวมถึงเปิดเผยผลการตรวจสอบต่อสาธารณะตามความเหมาะสม ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2566 และผ่านมากว่า 2 ปีแล้วแต่ผู้บริหารโรงเรียนคนดังกล่าวยังปฏิบัติหน้าที่ตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น