ตำรวจลงพื้นที่ติดตามคดีคนร้ายบุกเดี่ยวชิงทอง 33 บาท ในห้าง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ล่าสุดทราบตัวผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชน เร่งติดตามจับกุม พร้อมคุมเข้มมาตรการความปลอดภัยร้านทอง
วันที่ 4 ก.พ.69 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. เดินทางไปยัง สภ.คอหงส์ จ.สงขลา เพื่อประชุมติดตามความคืบหน้ากรณีคนร้ายบุกเดี่ยวชิงทองรูปพรรณในร้านห้างทอง ภายในห้างสรรพสินค้าใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กวาดสร้อยคอทองคำไปได้ประมาณ 33 บาท โดยมี พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (ผบช.ภ.9), พล.ต.ต.ณฐกรญ์ กาญจนาภรณ์ รอง ผบช ภ.9, พล.ต.ต.แวสาแม สาและ รอง ผบช.ภ.9, พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, พล.ต.ต.ธีรศักดิ์ ไชยโยธา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา, พล.ต.ต.ภาณุ พิทยาเวชวิวัฒน์ ผู้บังคับการศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 9, พล.ต.ต.มารุต เรืองจินตนา ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 9 และ พ.ต.อ.อภิชาติ วรรณโก ผู้กำกับการ สภ.คอหงส์ ร่วมประชุม และเดินทางไปตรวจพื้นที่เกิดเหตุ
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 คนร้ายเป็นชายสวมชุดดำ ใส่หมวกกันน็อก ใช้ค้อนทุบกระจกถาดโชว์ทอง แล้วกวาดทองรูปพรรณน้ำหนักรวม 33 บาท แล้วหลบหนีโดยขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไปทาง อ.นาหม่อม จ.สงขลา ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบกำลังเร่งแกะรอยติดตามจับกุม จากการตรวจสอบทรัพย์สินภายในร้านทองที่เกิดเหตุ พบว่าคนร้ายได้ทิ้งค้อนไว้ 1 ด้าม หมวกกันน็อก 1 ใบ และรองเท้าแตะอีก 1 ข้าง จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน
ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจรวบรวมพยานหลักฐานและสืบสวนจนทราบตัวผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชน และตรวจพบรถจักรยานยนต์ที่คนร้ายใช้ในการก่อเหตุ จอดทิ้งไว้บริเวณอ่างเก็บน้ำอำเภอนาหม่อม เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา
พล.ต.อ.ธัชชัย ได้สั่งการให้เร่งรัดติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุโดยเร็วที่สุด พร้อมกำชับมาตรการป้องกันปราบปราม ให้เพิ่มความเข้มงวดและความถี่ในการตรวจตราบริเวณร้านทอง ร้านสะดวกซื้อ และร้านค้าที่มีความเสี่ยง นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำการปฏิบัติหน้าที่ตามแผน "ก้าวสกัด" ให้มีความพร้อมสูงสุด ให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งให้ประสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการร้านทองในพื้นที่ พิจารณามาตรการเสริมความปลอดภัยทางกายภาพ เช่น การติดตั้งลูกกรงหรือเหล็กดัด เพื่อลดโอกาสและความเสี่ยงในการก่ออาชญากรรม รวมถึงการบูรณาการความร่วมมือกับเครือข่ายภาคเอกชนและภาคประชาชน ในการช่วยเป็นหูเป็นตาและแจ้งเบาะแสข่าวสารแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้การรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด








