ข่าวภูมิภาค

ตร.ภ.4 ติวเข้มตำรวจรู้จริง พ.ร.บ.ทรมานฯ เผยเยียวยาผู้เสียหายกว่า 8 ล้าน

แชร์ข่าว

ตร.ภ.4 จับมือกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ อบรมตำรวจทุกสายงาน เพิ่มความรู้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 ลดความคลาดเคลื่อนหน้างาน พร้อมเผยเยียวยาผู้เสียหายกว่า 30 ราย รวมกว่า 8 ล้านบาท

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 30 ม.ค.69 ที่โรงแรมอวานี ขอนแก่น โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จังหวัดขอนแก่น พล.ต.ต.ณัฐนนท์ ประชุม รอง ผบช.ภ.4 พร้อมด้วยนายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ร่วมเป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมความรู้และแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จัดการประชุมขึ้นเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และแนวทางการปฏิบัติงานที่ถูกต้องให้แก่บุคลากรในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

นายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวว่า พรบ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 เป็นกฎหมายที่ใช้ระยะเวลาในการยกร่างและเข้าสู่กระบวนการตรากฎหมายมาอย่างยาวนานถึง 15 ปี ผ่านการพิจารณาจากทุกภาคส่วนอย่างเข้มข้น ก่อนประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2565 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 ก.พ. 2566 โดยนำหลักการมาจากอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลจากการบังคับให้หายสาบสูญ ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม

"สาระสำคัญของพระราชบัญญัติดังกล่าวประกอบด้วย 5 หมวด และ 1 บทเฉพาะกาล รวม 43 มาตรา กำหนดฐานความผิดใหม่ 3 ฐาน ได้แก่ การกระทำทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พร้อมกำหนดบทลงโทษ การจัดตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ การบูรณาการการทำงานหลายหน่วยงาน การบันทึกภาพและเสียงระหว่างจับกุมและควบคุมตัว การแจ้งอัยการและฝ่ายปกครอง การแจ้งกรณีเสียชีวิตระหว่างควบคุมตัว การมีอัยการกำกับการสอบสวน และให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณา รวมถึงกรณีอยู่ในอำนาจศาลทหาร"

นายธีรยุทธ์ กล่าวต่อว่า แม้กฎหมายจะมีผลบังคับใช้มาแล้วกว่า 2 ปี แต่ยังพบความท้าทายในการบังคับใช้ ทั้งช่องว่างทางกฎหมายและทางปฏิบัติ โดยเฉพาะการตีความองค์ประกอบความผิดที่ยังไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่งผลต่อการตั้งข้อกล่าวหา กระบวนการสอบสวน และเขตอำนาจศาล การประชุมในครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในกฎหมายฉบับนี้อย่างถี่ถ้วน หากขาดความเข้าใจอาจทำให้การดำเนินงานคลาดเคลื่อนหรือเกิดความผิดพลาดได้ อย่างไรก็ตามกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในฐานะเลขานุการของกฎหมายฉบับนี้ ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการบังคับใช้กฎหมาย จึงต้องเตรียมความพร้อมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง โดยกฎหมายฉบับนี้นอกจากจะมุ่งเน้นมาตรการป้องกันและปราบปรามแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการเยียวยาผู้เสียหาย ซึ่งมีลักษณะพิเศษกว่ากฎหมายอื่น คือสามารถช่วยเหลือผู้ถูกกระทำได้อย่างทันท่วงที โดยไม่ต้องรอให้คดีถึงที่สุดในชั้นศาล ผู้เสียหายสามารถยื่นคำขอรับการคุ้มครองและเยียวยากับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพได้ทันที

"ภายหลังพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลบังคับใช้ ได้มีการดำเนินการเยียวยาผู้เสียหายแล้วกว่า 30 ราย โดยแบ่งการเยียวยาออกเป็น 3 รูปแบบตามฐานความผิด ได้แก่ ฐานกระทำทรมาน เยียวยารายละ 500,000 บาท ฐานกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เยียวยารายละ 100,000–250,000 บาท และฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย เยียวยารายละ 500,000 บาท นอกจากนี้ ทายาทของผู้สูญหายจะได้รับการเยียวยารายละ 100,000 บาทด้วย โดยขณะนี้ได้มีการเยียวยาไปแล้วรวมเป็นเงินกว่า 8 ล้านบาท โดยผู้เสียหายสามารถยื่นขอรับความช่วยเหลือได้ที่สำนักงานยุติธรรมจังหวัดทั่วประเทศ หรือโทรสายด่วนกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ หมายเลข 1111 กด 77 เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาให้ความช่วยเหลือต่อไป"

ขณะที พล.ต.ต.ณัฐนนท์ ประชุม รอง ผบช.ภ.4 กล่าวว่า ตำรวจภูธรภาค 4 มีความพร้อมในการให้ความร่วมมือ และขอขอบคุณกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพที่จัดการประชุมครั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติได้แลกเปลี่ยนปัญหาและอุปสรรคจากการทำงานจริง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการปฏิบัติหน้าที่ในอนาคต ซึ่งการประชุมมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ความเข้าใจ และซักซ้อมแนวทางการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ และระเบียบคำสั่งที่เกี่ยวข้อง โดยมีเจ้าหน้าที่ในสังกัดตำรวจภูธรภาค 4 จากสายงานป้องกันและปราบปราม จราจร สืบสวน และสอบสวน เข้าร่วมทั้งสิ้น 130 นาย ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถรับมือกับปัญหาและอุปสรรคจากการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น