นายพลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์ ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 1 เบอร์ 6 พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เปิดวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนประเทศไทยจากรายได้ปานกลางสู่ประเทศรายได้สูง ผ่านเวทีสาธารณะว่าด้วยนโยบาย “ยกระดับมหาวิทยาลัยไทย” ทางสถาบันคลังสมองของชาติ โดยชี้ให้เห็นว่าหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้อยู่ที่การเยียวยาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การปรับโครงสร้างให้คนไทยก้าวพ้นจากภาวะรายได้ต่อหัวต่ำ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ประเทศยังติดหล่มอยู่ในฐานะประเทศกำลังพัฒนา
นายพลัฏฐ์ ระบุว่า การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ต้องเริ่มต้นที่การศึกษาผ่านนโยบายการกระจายอำนาจสู่ภูมิภาค พรรครวมไทยสร้างชาติจึงมีนโยบาย “10 มหานคร” ที่มีงบประมาณพิเศษรองรับ พร้อมตั้งเป้าสร้างโรงเรียนประจำคุณภาพพิเศษที่มีระบบคัดเลือกจากการให้สิทธิเด็กจากครอบครัวที่มีรายได้น้อย 100 คนแรกเข้าสู่ระบบการศึกษาก่อน เพื่อสร้างโอกาสให้คนตัวเล็กก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของชาติได้อย่างเท่าเทียม
ในส่วนของการบริหารงบประมาณแผ่นดิน นายพลัฏฐ์ เสนอแนวคิดการปรับเปลี่ยนทิศทาง โดยระบุว่าจากงบประมาณแผ่นดิน 3.3 ล้านล้านบาท มีงบด้านการศึกษาถึง 5 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นเค้กก้อนใหญ่ที่ต้องมีการ ‘เกลี่ยงบประมาณ’ ใหม่ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเสนอให้ลดงบประมาณในส่วนของการก่อสร้างอาคารของภาครัฐที่เกินความจำเป็น แล้วนำงบประมาณเหล่านั้นไปทุ่มเทให้กับการวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นนวัตกรรมและรายได้ของประเทศได้จริง
นอกจากนี้ นายพลัฏฐ์ ยังเน้นย้ำถึงนโยบาย “ลดอำนาจรัฐ ปลดล็อกกฎหมาย” โดยยกตัวอย่างความสำเร็จของพรรครวมไทยสร้างชาติในการผลักดัน ‘โซลาร์เสรี’ ที่ตัดทอนขั้นตอนการขออนุญาตที่ยุ่งยากระหว่างกระทรวงทิ้งไป เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ทันที ซึ่งแนวคิดนี้จะถูกนำมาใช้กับภาคการศึกษาและมหาวิทยาลัยด้วย เพื่อรื้อระบบที่รัฐเข้าไปควบคุมขั้นตอนการทำงานจนเกินจำเป็น แล้วเปลี่ยนไปมุ่งเน้นที่ผลลัพธ์และเป้าหมายการสร้างคนที่มีความคิดสร้างสรรค์แทน
สำหรับวิกฤตที่มหาวิทยาลัยกำลังเผชิญ นายพลัฏฐ์เสนอให้ปรับบทบาทจากการเป็นเพียงผู้ให้ความรู้ สู่การเป็น “พี่เลี้ยงธุรกิจ SME” โดยนำองค์ความรู้ทางวิศวกรรมและการวิจัยเข้าไปช่วยผู้ประกอบการรายย่อยเพิ่มผลผลิต (Productivity) เพื่อรองรับแรงกระแทกจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งการปรับกระบวนการบริหารจัดการใหม่จะช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดและจ้างงานได้มากขึ้น ส่งผลให้มหาวิทยาลัยกลายเป็นส่วนหนึ่งของฟันเฟืองเศรษฐกิจที่แท้จริง
“สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การรีสกิลของคนไทย แต่คือการสร้างธุรกิจที่พร้อมจ้างงานจำนวนมาก เพื่อให้กลไกตลาดปรับสมดุลเอง รัฐต้องตัดสินใจเลือกอุตสาหกรรม S-Curve ที่เรามีความเชี่ยวชาญและทรัพยากรพร้อมที่สุดเพื่อต่อยอดทางเศรษฐกิจ ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ด้วยการลดอำนาจรัฐ เพื่อให้ความคล่องตัวเป็นตัวเร่งสปีดพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายทางรายได้ที่สูงขึ้น” นายพลัฏฐ์ กล่าว








