ครูมานิตย์ อดีต สส.เพื่อไทย 5 สมัย ไม่หนักใจพื้นที่เลือกตั้งเขตตนเองถูกมองสู้ศึกหนัก สบายๆสไตล์ครูมานิตย์ ตามสมญานาม เพื่อนทุกพรรค รักทุกคน ไม่มีอะไรพิเศษในการหาเสียง เพราะคนที่แต่งตั้งเราขึ้นมาคือประชาชน ถ้าประชาชนปลดเราออก นั้นหมายความว่าเราได้รับการเลือกตั้งน้อยกว่า เราก็ต้องยอมรับ
วันที่ 14 ม.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการเลือกตั้งท้องถิ่นทั้งนายก อบต.และสมาชิกสภา อบต.เสร็จสิ้นลงเมื่อวันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา ตามถนนหนทางเส้นหลักและเส้นรอง พบป้ายหาเสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรณ์ (สส.)ในพื้นที่ของจังหวัดสุรินทร์ ทั้ง 8 เขตเลือกตั้ง 17 อำเภอ โดดเด่นขึ้นมาทันที โดยเฉพาะพื้นที่เขต 5 ซึ่งเป็นพื้นที่ครอบครองของพรรคเพื่อไทยมายาวนาน โดยมีนายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม อดีตสส. 5 สมัย ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคเพื่อไทยเช่นเดิม ได้หมายเลข 5 ซึ่งครั้งนี้โดยภาพรวมพื้นที่เขต 5 ถือว่าหนักหนาไม่ใช่น้อย เพราะมีผู้ลงสมัครแข่งขันทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่เข้ามาหวังชิงเจาะพื้นที่ของพรรคเพื่อไทย หลายพรรค และถูกมองว่าต้องต่อสู้กับพรรคภูมิใจไทย ที่ส่ง ดร.ภุชงค์ สุภัควรางกูร หรือรองต่อ ผู้สมัครหมายเลข 4 ที่เป็นคนรุ่นใหม่ดีกรีเก๋าการเมืองท้องถิ่น ที่เคยเป็นรองนายก อบจ.มาก่อน รวมไปถึง ดร.ฟาริดา สุไลมาน ผู้สมัครหมายเลข 1 ผู้สมัครที่สมัครลงแข่งขันกันมาโดยตลอดการเลือกตั้ง สส.ในพื้นที่เขต 5 ที่ผ่านมา ซึ่งครั้งนี้ออกจากพรรคคุณหญิงหน่อย มาสวมเสื้อพรรคกล้าธรรม ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ลงสู้ศึกอีกครั้ง และนอกจากนั้นยังมีพรรคประชาชน ที่ส่ง น.ส.ทัตพิชา เข็มแก้ว ผู้สมัครหมายเลข 2 และเป็นผู้สมัครหน้าเดิมที่ลงแข่งสมัยที่แล้วด้วย
ผู้สื่อข่าวจึงได้เข้าสอบถามถึงความหนักใจของการเลือกตั้ง สส.พื้นที่เขต 5 ในครั้งนี้กับนายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่มาหลายสมัย โดยนายครูมานิตย์ กล่าวว่า ตนไม่มีความรู้สึกหนักใจเลยในเรื่องของการเลือกตั้งเพราะตนลงเลือกตั้งมาบ่อยครั้งแล้ว อันดับแรกคือทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เช่น การลงโฆษณาประชาสัมพันธ์ติดป้ายหาเสียง รถแห่ นโยบายของพรรคทำให้สมบูรณ์ก่อน ส่วนในรายละเอียดก็ว่ากันไปตามลำดับ การไปพบปะปราศรัยชี้แจงนโยบาย แต่ทีนี้มาดูจังหวัดสุรินทร์คือเรื่องปัญหาชายแดน ว่าก่อนการเลือกตั้งจะมีอะไรเกิดขึ้นอีกในพื้นที่ชายแดน แต่สำหรับในพื้นที่ของตน ตนไม่มีความหนักใจเลย ตนก็เป็นครูมานิตย์ธรรมดา ไปตามวิถีชีวิตของตนที่อยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้น สบายๆสไตล์ครูมานิตย์อยู่แล้ว หาเสียงแบบไหนก็ไปแบบนั้น ไม่มีอะไรพิเศษ ถ้าหากตนทำอะไรที่พิเศษขึ้นมา สังคมจะถามขึ้นทันทีว่าครูมานิตย์เปลี่ยนไป การเลือกตั้งที่ผ่านมาประมาณ 7-8 สมัย เป็นผู้แทนมา 5 สมัย ก็ยังใช้กลยุทธ์เหมือนเดิม
ส่วนการลงสมัครในครั้งนี้ซึ่งมีผู้สมัครทั้งหน้าเก่า-ใหม่และพรรคการเมืองเข้ามาแข่งขันในพื้นที่ ทั้งพรรคกล้าธรรม ภูมิใจไทยและพรรคประชาชน นั้น ก็ไม่หนักใจเช่นกัน เพราะว่าตำแหน่งผู้แทนราษฎร ตอนคิดตลอดบอกลูกบอกหลานว่า คนที่แต่งตั้งเราขึ้นมาคือประชาชน ถ้าประชาชนปลดเราออก นั้นหมายความว่าเราได้รับการเลือกตั้งน้อยกว่า เราก็ต้องยอมรับ ตนคิดมาแบบนี้ตลอด ที่ผ่านมาตนแข่งมาหลายต่อหลายคนแล้ว ตนก็ทำได้แค่นี้ความเป็นครูบาอาจารย์ของตน ทำไปตามกติกาของตน ถ้าคนยังคิดจะเลือกตนยังไงตนก็ได้เป็น ตนอยู่มาหลายสมัยแล้วไม่มีใครไม่รู้จักครูมานิตย์ อย่าว่าแต่เขตเลือกตั้งตนเลย ในจังหวัดสุรินทร์ถ้ามีการลงประชามติกันว่า นักการเมืองที่คุณรู้จักมากที่สุดเป็นใคร คนๆนั้นตนว่าน่าจะเป็นตนนะ แต่เขาจะเลือกหรือไม่เลือกนั้นตนไม่รู้ เพราะมันเป็นเรื่องสิทธิของเขาที่เขาพึงมี
ต่อคำถามที่ว่าครั้งนี้ถือว่าหนักกว่าครั้งที่ผ่านมาหรือไม่ นายครูมานิตย์ กล่าวว่า มันยังถึงเวลาจะรู้ได้อย่างไร แต่ตนเฉยๆสบายๆ ตนคิดอยู่อย่างที่ว่า ถ้าเขาลิขิตมาให้ตนเป็นนักการเมือง ให้ตนเป็นสิงห์สภาฯตนก็ได้เป็น เพราะทุกคนบอกว่าตนเป็นสิงห์สภาฯหนิ ในสภา ฯตนเดินมีแต่ทุกคนบอกว่าตนเป็นกูรู สมญานามตนคือ“เพื่อนทุกพรรค รักทุกคน”ย้ำ “ เพื่อนทุกพรรค รักทุกคน” แล้วก็เป็นกูรูทางสภาฯ ที่มีไม่กี่คนหรอก แต่บังเอิญตนเป็นกูรูโปรไฟล์ มีเพื่อนทุกพรรคในสภาฯ น้องๆมาถาม ประเด็นนี้เป็นยังไง พรบ.ฉบับบนี้เป็นยังไง ตนก็ยินดีช่วยเหลือกัน ซึ่งครั้งนี้ถ้าฟ้าลิขิตก็โอเค ถ้าฟ้าไม่ลิขิตก็อยู่บ้านแค่นั้น อย่าไปคิดมาก
ภูมิภาค-63








