คณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เดินหน้าลุยพื้นที่ราชบุรี-กาญจนบุรี ผนึกกำลังภาคเอกชนผลักดัน "โครงการดินขับจรวดแห่งชาติ" ต่อเทคโนโลยีความมั่นคงสู่ระบบส่งดาวเทียมขนาดเล็ก หวังยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยบนเวทีโลกอย่างยั่งยืน
วันที่ 26 ก.ค.2569 คณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา นำโดย นายนพดล พริ้งสกุล รองประธานคณะกรรมาธิการคนที่สอง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษานวัตกรรมด้านโทรคมนาคมและการสื่อสารเพื่ออนาคต พร้อมด้วย นายชิบ จิตนิยม โฆษกคณะกรรมาธิการ และคณะ ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดราชบุรี และกาญจนบุรี ระหว่างวันที่ 23-24 กรกฎาคม 2569 เพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลในกระบวนการผลิตเชื้อเพลิงขับดันจรวด โดยมี พลเอกวัฒนา นาราคาม ประธานกรรมการบริษัท เนแรค อาร์มส อินดัสตรี จำกัด (NRC) ให้การต้อนรับและร่วมหารือ
นายชิบ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า บริษัท NRC ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ในการเป็นฐานการผลิตยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีขั้นสูงของภาคเอกชนไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและต่อยอดเทคโนโลยีสู่การใช้งานภาคพลเรือน (Dual Use) ทั้งนี้ บริษัทมีประสบการณ์ด้านการผลิตกระสุนและยุทโธปกรณ์ให้กองทัพมาอย่างต่อเนื่อง เป็นผู้ผลิตชนวนท้าย (Primer) รายแรกของประเทศไทย มีระบบคุณภาพมาตรฐาน ISO 9001 รวมถึงผลงานวิจัยและผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากกระทรวงกลาโหมหลายรายการ
จากการหารือ ที่ประชุมได้ข้อสรุปว่า เทคโนโลยีดินขับจรวดเพื่อการป้องกันประเทศสามารถนำมาต่อยอดสู่ ระบบส่งดาวเทียมขนาดเล็ก (Small Satellite Launch Vehicle) ได้ เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานเดียวกัน แตกต่างเพียงการออกแบบให้เหมาะสมกับภารกิจด้านอวกาศ โดยประเทศไทยมีองค์ความรู้และโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมอยู่แล้ว ทั้งจากกองทัพอากาศ, สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (DTI), โรงงานวัตถุระเบิดทหาร และศูนย์วิจัยด้านจรวดและอาวุธ ตลอดจนโรงงานผสมดินขับ เครื่องทดสอบแรงขับ และสนามทดสอบจรวด ซึ่งสามารถรองรับการพัฒนาได้ทันทีหากได้รับการสนับสนุนด้านนโยบายและงบประมาณจากภาครัฐ
คณะกรรมาธิการฯ จึงเตรียมผลักดัน "โครงการดินขับจรวดแห่งชาติ" เพื่อรองรับทั้งมิติความมั่นคงและอุตสาหกรรมอวกาศ พร้อมจัดตั้งความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยี วิจัยและพัฒนาดินขับจรวดมาตรฐานอวกาศ รวมถึงเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบ การผลิต และการขนส่งวัตถุพลังงานสูง ให้เอื้อต่อการวิจัยภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด
"สิ่งที่คณะกรรมาธิการฯ อยากเห็นต่อจากนี้คือการผลักดันให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมระหว่างภาครัฐและเอกชน ไม่ใช่แค่การหารือ แต่ต้องมีกลไกสนับสนุนที่จับต้องได้ เพื่อให้ประเทศไทยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว" นายชิบ กล่าว
ด้านนายนพดล กล่าวเสริมว่า ประเทศไทยมีความพร้อมมากกว่าที่หลายคนคาดคิด ทั้งองค์ความรู้ บุคลากร และโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งที่ขาดไม่ใช่ศักยภาพ แต่คือนโยบายที่ชัดเจนและงบประมาณที่ต่อเนื่องจากรัฐบาล ซึ่งจะช่วยผลักดันให้โครงการนี้เป็นก้าวสำคัญในการพึ่งพาตนเองได้ทั้งด้านความมั่นคงและอุตสาหกรรมอวกาศ ขณะที่ พลเอกวัฒนา ประธานกรรมการ NRC ได้ยืนยันความพร้อมของบริษัทที่จะร่วมมือกับภาครัฐอย่างเต็มที่ในการเป็นกำลังสำคัญเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของประเทศต่อไป








