วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมาย ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เป็นประธานในพิธีเปิดและเข้าร่วมการประชุม “ขับเคลื่อนมาตรการจัดการปัญหาหมอกควันข้ามแดน ไทย-เมียนมา ภายใต้ยุทธศาสตร์ฟ้าใส (พ.ศ. 2567 - 2573)” กับ ดร.ซาน อู (Dr. San Oo) อธิบดีกรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Environmental Conservation Department: ECD) พร้อมด้วย รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร และผู้แทนกรมการค้าของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และผู้แทนหน่วยงานไทย เข้าร่วม ณ โรงแรมอโมร่า ท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อหาแนวทางรับมือกับวิกฤตหมอกควันข้ามแดนที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี
ดร.สุรินทร์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ปัจจุบันและความท้าทายในการจัดการปัญหาหมอกควันข้ามแดน จากรายงานล่าสุดของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในปี 2025 เมียนมาสามารถลดจำนวนจุดความร้อน (Hotspots) ลงได้ร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลเมียนมา ในการบังคับใช้กฎหมายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการปูพรมรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ในพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ถึงแม้ตัวเลขจุดความร้อนจะลดลง แต่การแก้ไขปัญหาในภาพรวมยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญหลายด้าน โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานในการติดตามตรวจสอบและตรวจวัดคุณภาพอากาศ (Air Quality Monitoring) รวมถึงระบบฐานข้อมูลที่ยังไม่ครอบคลุม
ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า ผลการหารือที่สำคัญในวันนี้ กรมควบคุมมลพิษพร้อมให้การสนับสนุนเมียนมาในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อทำให้ความร่วมมือไตรภาคีมีความเป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดยเสนอความช่วยเหลือทางวิชาการในด้านต่างๆ ดังนี้
• การพัฒนาแพลตฟอร์มและเว็บไซต์ในการรายงานสถานการณ์หมอกควันข้ามแดนและการรายงานคุณภาพอากาศของเมียนมา
• การให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ และถ่ายทอดองค์ความรู้ในการกำหนดค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศและดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) รวมทั้งการพัฒนาแผนปฏิบัติการเพื่อการจัดการคุณภาพอากาศระดับประเทศของเมียนมา
• การถ่ายทอดองค์ความรู้ในการพัฒนา แผนที่เสี่ยงการเกิดไฟ (Fire Risk Map) โดยใช้เทคโนโลยีติดตามจุดความร้อน (Hotspots) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตอบสนองสถานการณ์ในประเทศของเมียนมา
ดร.สุรินทร์ เน้นย้ำว่า การแบ่งปันเทคโนโลยีและองค์ความรู้ในครั้งนี้ เป็นกุญแจสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลบิ๊กดาต้า (Big Data) ด้านมลพิษอากาศร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้การแก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดนมีความแม่นยำ ปลอดภัย และคืนอากาศบริสุทธิ์ให้กับประชาชนในภูมิภาคแม่โขงได้อย่างยั่งยืน








