“ศุภจี” นำประชุมบอร์ดคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ครั้งแรก เดินหน้าสร้างศักดิ์ศรี ความเท่าเทียมอย่างสมดุล พร้อมตั้ง 2 คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนสิทธิทางวัฒนธรรม–ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์ในทุกมิติ พร้อมบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงพาณิชย์ให้กับสินค้าและบริการทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศ
วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะรองประธานกรรมการคนที่ 1 นางสาวเพชรรัตน์ สายทอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมวิมวาทิตย์ 2 ชั้น 3 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ จังหวัดนนทบุรี
นางศุภจี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมฯ ว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ครั้งแรกภายหลังพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้ โดยมีผู้แทนจากหลายกระทรวงร่วมเป็นคณะกรรมการ เพื่อบูรณาการการดำเนินงานด้านการคุ้มครองสิทธิ การส่งเสริมศักยภาพ และการสร้างความเสมอภาคให้แก่กลุ่มชาติพันธุ์ในทุกมิติ ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรม ลดการเลือกปฏิบัติ และส่งเสริมการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม
“การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนจากหลายกระทรวงเข้าร่วม ทั้งกระทรวงวัฒนธรรมซึ่งเป็นหน่วยงานหลัก กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การขับเคลื่อนงานเป็นไปอย่างบูรณาการและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด” นางศุภจี กล่าว
“ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าการจัดทำกฎหมายลำดับรองและการจัดตั้งกลไกตามกฎหมาย โดยกระทรวงวัฒนธรรมอยู่ระหว่างดำเนินการออกประกาศเกี่ยวกับการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ และผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) รวมถึงกำหนดหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์และการเลือกสมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2569” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว
นอกจากนี้ ยังมีความคืบหน้าในการจัดตั้งกลไกสำคัญตามกฎหมายทั้ง 4 กลไก ได้แก่ คณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ สภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย คณะอนุกรรมการจัดทำข้อมูลวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ และคณะกรรมการบริหารพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อรองรับการดำเนินงานตามกฎหมายอย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบ (ร่าง) แผนการดำเนินงานภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2569–2570 โดยกำหนดให้ปีงบประมาณ 2569 เป็นช่วงวางรากฐานการดำเนินงาน ทั้งการออกกฎหมายลำดับรอง การสรรหาคณะกรรมการ การเปิดขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์ การจัดตั้งสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ และการแต่งตั้งผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์เข้าสู่คณะกรรมการชุดใหญ่ ขณะที่ปีงบประมาณ 2570 จะมุ่งสู่การปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการจัดทำฐานข้อมูลวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ การจัดทำแผนยุทธศาสตร์ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2571–2575) และการติดตามประเมินผลการดำเนินงาน
พร้อมกันนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 2 คณะ ได้แก่ คณะอนุกรรมการกลั่นกรอง ติดตามและประเมินผลนโยบาย แผนงาน และมาตรการเกี่ยวกับการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ และคณะอนุกรรมการพิจารณาและให้ความเห็นด้านกฎหมายและเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งด้านการกำกับติดตามนโยบาย การวินิจฉัยข้อกฎหมาย และการคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบการแต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการส่งเสริมเศรษฐกิจและสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงพาณิชย์ของกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงวัฒนธรรม หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ในการยกระดับสินค้าและบริการทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์สู่ตลาดที่กว้างขึ้น พร้อมประสานกระทรวงพาณิชย์ในการประเมินศักยภาพและสนับสนุนด้านการตลาด โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินโครงการอบรมผู้ประกอบการทางวัฒนธรรมพื้นเมือง และโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ “ชาติพันธุ์บ้านฉัน” เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้า เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน
นางศุภจี กล่าวว่า ความตั้งใจของคณะกรรมการฯ คือการร่วมกันคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ให้ได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียม พร้อมส่งเสริมศักยภาพของแต่ละกลุ่มอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมได้ดำเนินการยกระดับสินค้าอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์มาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กระทรวงพาณิชย์พร้อมสนับสนุนด้านการตลาด เพื่อช่วยขยายโอกาสทางการค้า เพิ่มช่องทางจำหน่าย และผลักดันสินค้าและบริการทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ให้เข้าถึงตลาดได้กว้างขึ้น อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ก่อนการประชุม นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมคณะกรรมการ ได้เยี่ยมชมบูธจัดแสดงผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT : Cultural Product of Thailand) ที่กระทรวงวัฒนธรรมนำมาจัดแสดง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมที่ได้รับการพัฒนาและต่อยอดจากทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงพาณิชย์ อาทิ กระเป๋าผ้าปักลายมอญ ผ้าฝ้ายไทลื้อ ชุดไททรงดำ นางหาญ และผ้าปักชนเผ่าอิ้วเมี่ยน เพื่อเผยแพร่อัตลักษณ์ วิถีชีวิต และภูมิปัญญา พร้อมทั้งส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการทางวัฒนธรรม สร้างรายได้ สร้างอาชีพ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของชุมชน อันนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างยั่งยืน








