สัปดาห์พระเครื่อง/อ.ราม วัชรประดิษฐ์
ในกระบวนพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตารามที่นิยมเล่นหากันทั้งสี่พิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ฐานแซม และพิมพ์เกศบัวตูมนั้น “พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์เกศบัวตูม” ถือว่าไม่ใช่หมูเช่นกัน เพราะเป็นพระพิมพ์ที่มีความเป็นมาลึกลับและมีข้อถกเถียงกันมากที่สุดเลยก็ว่าได้ สืบเนื่องจากพระพิมพ์นี้มีปรากฏจำนวนน้อยมากเรียกว่านับองค์ได้ อีกทั้งส่วนใหญ่ที่ปรากฏนั้นจะเป็นวัดบางขุนพรหมแทบทั้งสิ้น จะพบเห็นและจำแนกออกมาเป็นวัดระฆังฯ มีจำนวนน้อยมาก
ถ้าเจาะลึกเข้าไปในรายละเอียดต่างๆ แล้ว “พระพิมพ์เกศบัวตูม” ของวัดระฆังโฆสิตาราม จะมีเอกลักษณ์แม่พิมพ์เพียงพิมพ์เดียว ส่วนของวัดบางขุนพรหมจะมีถึง 3 แม่พิมพ์ แต่กระนั้นแม่พิมพ์เพียงหนึ่งเดียวของพระสมเด็จพิมพ์เกศบัวตูม ของวัดระฆังฯ ก็ยังไปตรงกับ 1 ใน 3 พิมพ์ของวัดบางขุนพรหมเสียอีก จึงกลายเป็นเหตุทำให้บางท่านถึงกับลงความเห็นว่า ไม่มีพิมพ์เกศบัวตูมวัดระฆังฯ มีเพียงเกศบัวตูมบางขุนพรหมเท่านั้น
“พิมพ์เกศบัวตูม” นี้ ได้รับการขนานนามเนื่องด้วยพุทธเอกลักษณ์ของพระเกศขององค์พระมีลักษณะคล้ายดอกบัวตูมอยู่เหนือพระเศียร และพุทธศิลปะจะแลดูสง่างามล่ำสัน ไม่อ่อนช้อยนัก
หลักการพิจารณาและ "จุดตาย" พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์เกศบัวตูม
เส้นซุ้มครอบแก้ว: มีความหนาใหญ่ลักษณะเหมือน “หวายผ่าซีก”
พระเกศและพระนลาฏ (หน้าผาก): ปลีพระเกศตูมคล้ายดอกบัว ส่วนที่ติดกับพระนลาฏจะมีรอยขยักคล้ายพวงมาลัยครอบพระนลาฏชั้นหนึ่ง
[จุดตายสำคัญ] ในพระสมเด็จพิมพ์อื่น ช่วงโค้งของพระนลาฏจะนูนเด่นเหมือนหน้าผากคนธรรมดาทั่วๆ ไป แต่ในพิมพ์เกศบัวตูม ช่วงโค้งดังกล่าวจะยุบตัวไม่โค้งมน จนดูเหมือนว่าเป็นรอยบุบน้อยๆ คล้าย “แอ่งกระทะ”
พระกรรณ (หู): จุดเด่นอยู่ที่พระกรรณทั้งสองข้างซึ่งจะมีลักษณะอ่อนช้อยงดงามมาก คนโบราณเรียกว่าทรง "บายศรี" คือโค้งเป็นรูปกระทงบายศรี ไม่ดิ่งเป็นแท่งตรงเหมือนพิมพ์อื่นๆ (สำหรับในองค์ที่กดพิมพ์ติดชัด จะเห็นพระนาสิก พระเนตร พระโอษฐ์ บางๆ)
เส้นแซมใต้ฐาน: จะปรากฏเส้นแซมเล็กๆ ขึ้นใต้หน้าตักและใต้ฐานชั้นที่ 2
[จุดตายสำคัญ] มีความแปลกประหลาดกว่าพระพิมพ์อื่น กล่าวคือ พระสมเด็จพิมพ์อื่นๆ เส้นแซมจะปรากฏระหว่างฐานชั้นต่างๆ ตามปกติ เป็นเส้นยาวบ้างสั้นบ้างมีลักษณะเรียวเล็ก แต่ในพิมพ์เกศบัวตูมวัดระฆังฯ นี้ เส้นแซมจะเป็นเส้นเรียวยาวตั้งอยู่บนฐานรองรับเล็กๆ อีกชั้นหนึ่ง (ไม่ใช่เส้นแซมที่ติดกับพื้นผนังพระโดยตรง แต่มีฐานเล็กๆ รองรับเส้นแซมดังกล่าวไว้ชั้นหนึ่งก่อนจะติดกับพื้นผนังองค์พระ) ซึ่งต้องใช้การพินิจพิจารณาอย่างมากจึงจะสังเกตเห็น
พิมพ์ด้านหลัง: มี 2 พิมพ์ คือ "หลังกาบหมาก" และ "หลังกระดาน" จากนั้นจึงมาพิจารณาถึงรอยหดเหี่ยวที่เกิดขึ้นตามอายุขององค์พระ เพียงแค่นี้... ก็น่าจะไม่พลาดในการบูชาพระสำคัญพิมพ์นี้ครับผม
จากที่คุยกันตอนต้นว่า พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์เกศบัวตูมนั้น มีเพียง 1 พิมพ์เท่านั้น แต่ก็ยังไปคล้ายคลึงมากกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์เกศบัวตูม ซึ่งมีทั้งหมด 3 พิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่ฐานสิงห์แคบ, พิมพ์ประทับนั่งห้อยพระบาท และพิมพ์เล็ก นั่นเอง
นอกจาก “พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์เกศบัวตูม” จะไปละม้ายคล้ายกับ “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์เกศบัวตูม” แล้ว ยังไปคล้ายกับ “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์สังฆาฏิ” อีกด้วย หรือที่คนโบราณมักนิยมเรียกว่า “พิมพ์ฏิ-ตูม” (คือพิมพ์สังฆาฏิบวกกับพิมพ์เกศบัวตูม) สืบเนื่องจาก “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์สังฆาฏิ” พิมพ์นี้ พระกรรณจะไม่ติดชิดนัก ปลีพระเกศจะมีลักษณะสั้นคล้ายดอกบัวตูม
จุดการพิจารณาง่ายๆ ก็คือ ให้สังเกตตรงปลายพระบาทที่จะยื่นลงมาชัดเจน ถ้ามีพุทธลักษณะที่เราเรียกว่า “พิมพ์ห้อยพระบาท” ซึ่งจะปรากฏเฉพาะพระพิมพ์เกศบัวตูมในวัดบางขุนพรหมเท่านั้น ก็เชื่อได้เลยว่า... ไม่ใช่พระสมเด็จวัดระฆังฯ แน่นอนครับผม








