สยามคูโบต้า เปิดค่าย “KUBOTA FARMER ACADEMY 2026” เดินหน้าสร้างเมล็ดพันธุ์ สานฝันคนรุ่นใหม่ ชูคอนเซ็ปต์ “Next Level ปลุกพลังเกษตรในตัวคุณ” รองรับโลกเกษตรดิจิทัล เสริมแกร่ง AgriTech พร้อมบริหารจัดการฟาร์ม ต่อยอดสู่ผู้ประกอบการตัวจริง ด้านเจ้าของเพจ "ชาวนาวันหยุด" แนะเลิกพึ่งรัฐ! ถอดสูตร "ลดต้นทุน-ใช้ Data" พลิกวิกฤตสู่เกษตรกรมืออาชีพ
บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เดินหน้าขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยผ่านโครงการ "KUBOTA FARMER ACADEMY" ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ภายใต้คอนเซ็ปต์ "Next Level ปลุกพลังเกษตรในตัวคุณ" มุ่งบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์คนรุ่นใหม่หรือ Seeding Future Makers ให้มีทักษะรอบด้าน ทั้งเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ (AgriTech) และแนวคิด Smart Farming เพื่อก้าวข้ามการเป็นเพียงผู้ผลิตสู่การเป็น "ผู้ประกอบการเกษตร" (Agropreneur) ที่สามารถแข่งขันได้ในยุคดิจิทัล
นางวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า ภาคการเกษตรไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ ท่ามกลางความท้าทายจากโครงสร้างแรงงานที่มีอายุสูงขึ้น การสร้างกำลังคนรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์และทักษะที่สอดคล้องกับบริบทโลกจึงเป็นโจทย์สำคัญ โดยโครงการนี้มุ่งเน้นการสร้างพื้นที่เรียนรู้ที่ผสานทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ เพื่อให้ผู้เข้ารอบทั้ง 30 คนจากทั่วประเทศ ได้สัมผัสประสบการณ์จริงและเตรียมความพร้อมในการเป็น Smart Farmer มืออาชีพ โดยหลักสูตรในปีนี้เน้นการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต (Future Skills) ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูล การบริหารต้นทุน การวางแผนธุรกิจ ไปจนถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี IoT และเครื่องจักรกลการเกษตรอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดข้อจำกัดด้านแรงงาน นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจากเกษตรกรต้นแบบ อาทิ นายสุภชัย ปิติวุฒิ จากเพจ "ชาวนาวันหยุด" มาร่วมแบ่งปันกรณีศึกษาความสำเร็จจริง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเปิดมุมมองการบริหารจัดการฟาร์มที่ยั่งยืน
กิจกรรมภายในคูโบต้าฟาร์ม จ.ชลบุรี ยังครอบคลุมตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ระบบเกษตรแม่นยำ (Precision Farming) ด้วยเทคโนโลยี KUBOTA Agri Solutions (KAS) ไปจนถึงการจัดการพื้นที่ตามแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่และการเพิ่มมูลค่าผลผลิต ดังนั้น สยามคูโบต้ามุ่งหวังให้โครงการนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการปลดล็อกศักยภาพของคนรุ่นใหม่ เพื่อให้ภาคเกษตรไทยเติบโตได้อย่างมั่นคง จาก "ผู้ผลิต" สู่ "ผู้ประกอบการ" ที่สามารถสร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
นายรัชกฤต สงวนชีวิน ผู้จัดการฝ่าย Sustainability Development สยามคูโบต้า กล่าวว่า โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโรดแมปเชิงรุกจากสยามคูโบต้าในการพัฒนาบุคลากรด้านการเกษตร ซึ่งครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย ตั้งแต่นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย นิสิตนักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย กลุ่มเกษตรกรอัจฉริยะ (Smart Farmer) ไปจนถึงผู้ที่เกษียณอายุการทำงานแต่ต้องการเริ่มต้นเส้นทางในอาชีพเกษตรกรรม ทั้งนี้เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนให้กับประเทศไทยที่ปัจจุบันยังคงเผชิญความท้าทายจากการขาดแคลนเกษตรกรรุ่นใหม่เข้ามาสืบทอดและพัฒนาอุตสาหกรรม
สำหรับหลักสูตรในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิดการต่อยอดศักยภาพเดิมของเกษตรกรที่มีความสามารถอยู่แล้วให้ก้าวไปอีกขั้น โดยใช้ระยะเวลาอบรมเข้มข้น 3 วัน ครอบคลุมองค์ความรู้ตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงระดับมืออาชีพ เริ่มจากการให้ความสำคัญกับหัวใจหลักอย่างเรื่อง "ดิน" ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญกรมพัฒนาที่ดินมาให้ความรู้เชิงลึก ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การออกแบบฟาร์มอย่างเป็นระบบ รวมถึงการคัดเลือกพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และตลาด นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ผ่านการแปรรูปและการวางกลยุทธ์การตลาดที่ถูกต้อง เพื่อให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถนำองค์ความรู้ไปปรับใช้และยกระดับธุรกิจเกษตรของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรมและเติบโตอย่างยั่งยืน
ด้าน นายสุภชัย ปิติวุฒิ" เจ้าของเพจ "ชาวนาวันหยุด" ได้เผยกลยุทธ์กอบกู้ภาคเกษตรไทยในยุคปัจจุบัน โดยเน้นย้ำถึงแนวคิด "ลดบทบาทรัฐ เพิ่มบทบาทลูก" ซึ่งเป็นการดึงคนรุ่นใหม่กลับมาเป็นตัวกลางในฐานะ "ผู้จัดการฟื้นที่" (Area Manager) เพื่อนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้สมัยใหม่มาปรับใช้ร่วมกับภูมิปัญญาดั้งเดิม แทนการรอคอยความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว ซึ่งหัวใจสำคัญของการอยู่รอด คือการปรับโครงสร้างต้นทุนการผลิตที่เกษตรกรควบคุมเองได้ แทนการพึ่งพาราคากลางในตลาดที่ผันผวนสูง โดยเฉพาะในยุคที่ตลาดข้าวไม่ใช่สินค้าที่ผู้บริโภคยอมจ่ายแพงเสมอไป การมุ่งเน้นลดต้นทุนควบคู่ไปกับการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงเป็นกลยุทธ์ที่ยั่งยืนที่สุด โดยเริ่มต้นจากการเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรดินและน้ำ ใช้เทคนิค "เปียกสลับแห้ง" เพื่อสร้างความแข็งแรงให้ต้นข้าว รวมถึงการเจาะตลาดกลุ่มเฉพาะ เช่น ข้าวสำหรับผู้ป่วยเบาหวานหรือโรคไตในชุมชน เพื่อลดภาระค่าขนส่งและบรรจุภัณฑ์ที่มักเป็นอุปสรรคต่อการทำกำไร
นอกจากนี้ ยังได้แนะนำเครื่องมือ "ปฏิทินล้นเกวียน" ซึ่งถอดองค์ความรู้จากนาเฮียใช้ มาใช้บริหารจัดการรอบการปลูกโดยอ้างอิงจากสถิติอุตุนิยมวิทยา เพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ทั้งช่วงร้อนจัด หนาวจัด หรือมรสุม ซึ่งการเลือกช่วงเวลาเพาะปลูกที่แม่นยำในวันที่ 15 ธันวาคม, 2 เมษายน และ 12 สิงหาคม จะช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสได้ผลผลิตมากกว่า 1 ตันต่อไร่ ในด้านห่วงโซ่อุปทาน เกษตรกรควรจับมือกับโรงสีรุ่นใหม่หรือกลุ่มพ่อค้าคนกลางที่เข้าใจบริบทเกษตรกรยุคใหม่ โดยใช้ข้อมูล (Data) เป็นตัวนำทางในการเลือกผลิตข้าวสายพันธุ์ที่ตลาดต้องการ อาทิ กข 85 เพื่อให้โรงสีสามารถบริหารจัดการและให้ราคาที่เป็นธรรมกับเกษตรกรได้จริง ทั้งหมดนี้คือการสร้างพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มต้นจากระดับครอบครัว สู่ความร่วมมือในชุมชน ภายใต้คติพจน์ที่ว่า "ไม่เรียกร้อง ไม่ร้องขอ ไม่รอคอย คิดได้ ทำได้ ก็ได้ร่วมกัน" เพื่อสร้างความยั่งยืนให้ภาคเกษตรกรรมไทยด้วยตนเองอย่างแท้จริง
ขณะที่ตัวแทนเกษตรกรรุ่นใหม่ นางสาวสุรางคนา ทับทิมทอง ทายาทสวนทุเรียน อ.นายายอาม จ. จันทบุรี ได้ตัดสินใจทิ้งงานในเมืองกลับมาสานต่อสวนทุเรียนของครอบครัว โดยจุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มต้นขึ้นในช่วงที่สวนประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานจากวิกฤตแรงงานกัมพูชากลับประเทศ ทำให้เธอต้องก้าวเข้ามาแบ่งเบาภาระพ่อแม่พร้อมนำแนวคิดสมัยใหม่เข้ามาปรับเปลี่ยนวิถีเกษตรดั้งเดิม โดยเปลี่ยนจากการทำเกษตรแบบพึ่งพา “ประสบการณ์และการสังเกต” หรือที่เปรียบเปรยว่าเป็นเกษตรแบบไสยศาสตร์ที่เน้นดูดินฟ้าอากาศตามสัญชาตญาณ มาเป็นการพิสูจน์ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ด้วยการนำเครื่องเทนซิโอมิเตอร์ (Tensiometer) มาตรวจวัดความชื้นในดินอย่างแม่นยำ ซึ่งผลลัพธ์เชิงประจักษ์ทำให้ครอบครัวเริ่มเปิดใจยอมรับและสนับสนุนการบริหารจัดการรูปแบบใหม่ของเธออย่างเต็มที่
การตัดสินใจเข้าร่วม โครงการ KUBOTA FARMER ACADEMY 2026 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เห็นความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีและ “การบันทึกข้อมูล” (Data Recording) ซึ่งเป็นรากฐานของระบบสมาร์ทฟาร์ม ช่วยให้สามารถวิเคราะห์ผลลัพธ์และวางแผนการเพาะปลูกได้อย่างแม่นยำ แทนการคาดเดาแบบเดิม ตลอดการอบรมยังได้สัมผัสกับนวัตกรรมโดรนการเกษตรที่เข้ามาแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานได้อย่างตรงจุด จนตัดสินใจลงทุนซื้อโดรนมาบริหารจัดการสวนด้วยตัวเอง พร้อมเตรียมติดตั้งระบบ IoT ควบคุมการให้น้ำผ่านสมาร์ทโฟนเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการแบบทุกที่ทุกเวลา
“ความสำเร็จจากการเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การพัฒนาสวนของตนเองเท่านั้น แต่ตั้งเป้านำองค์ความรู้และโมเดลความสำเร็จจากคูโบต้าไปถ่ายทอดสู่เกษตรกรในชุมชน เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เกษตรกรรุ่นใหม่และรุ่นเก่าเล็งเห็นถึงความสำคัญของการนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาปรับใช้ในการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพเกษตรกรไทยในระยะยาว ซึ่งถือเป็นต้นแบบสำคัญของการปรับตัวเพื่อก้าวให้ทันโลกเกษตรกรรมยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง”นางสาวสุรางคนา กล่าว








